[Review] The Grand Budapest Hotel – โรงแรมพาสเทล หัวใจฮิปเตอร์

1
100
views

 

“Wes Anderson” อาจเป็นผู้กำกับขวัญใจเด็กแนว ที่มีเสียงลือเสียงเล่าอ้างมาเป็นเวลานาน แต่จนแล้วจนรอดส่วนตัวก็ไม่เคยได้ดูหนังของผู้กำกับคนนี้สักที จนกระทั่งมา “The Grand Budapest Hotel” นี่แหละที่เป็นผลงานของ Wes Anderson เรื่องแรกที่ได้ดู ซึ่งจะว่าไปเหตุผลที่ตัดสินใจดูก็เพราะอยากเก็บหนังชิงรางวัล Best Pictures ของ Oscar ปีนี้ให้ครบ แต่พอได้ดูแล้ว ก็เลยเข้าใจแจ่งแจ้งเลยว่าทำไมผู้กำกับคนนี้จึงเป็นขวัญใจของใครหลายคน และโดยส่วนก็ไม่ลังเลที่จะยกให้ “The Grand Budapest Hotel” ให้เป็นหนังชิง Best Pictures ที่ชอบที่สุดในปีนี้ (ดูไปแล้ว 7 เรื่องจาก 8 เรื่อง) แม้ว่าโอกาสที่จะคว้าชัยจะไม่มากก็ตาม

แม้จะไม่เคยติดตามหนังของ Wes มาก่อน แต่เพียงแค่ The Grand Budapest Hotel ก็ทำให้เห็นถึงความเป็นเอกลักษณ์ที่ใช้ ไม่ว่าจะเป็นการเลือกโทนสีของหนังที่เป็นโทนพาสเทล (Pastel) การจัดวางองค์ประกอบภาพ การเลือกใช้ดนตรีประกอบ องค์ประกอบศิลป์ต่างๆ มันดูเป็นเอกลักษณ์มาก ถ้าใช้คำเก่าหน่อยคือ “แนวมาก” คำใหม่หน่อยคือ “ฮิปสเตอร์มาก” สิ่งที่ Wes ทำไม่ใช่เพียงแค่การสร้างความแตกต่างหนังของเขาจากหนังของคนอื่นเท่านั้น แต่ Wes กำลังสร้างโลกใบใหม่ จักรวาลใหม่ของตัวเองขึ้นมา ซึ่งในช่วงแรกอาจรู้สึกแปลกๆ อยู่บ้าง แต่ก็ใช้เวลาไม่นานนักก็สามารถต่อติดกับโลกใน The Grand Budapest Hotel ได้ไม่ยาก

The Grand Budapest Hotel มีเนื้อหาที่ไม่ค่อยซับซ้อน ด้วยการเล่าย้อนประวัติ “Monsieur Gustave” (Ralph Fiennes) หัวหน้าพนักงานต้อนรับของโรงแรม The Grand Budapest ผ่านสายตาของ “Zero” หรือ “Moustafa” (Tony Rovolori/ F. Murray Abraham) พนักงานล็อบบี้ใหม่ของโรงแรมในขณะนั้น หนังจะเน้นเล่าไปที่เหตุการณ์ต่างๆ ที่ Gustave และ Zero ต้องเผชิญ ออกแนวผจญภัยหน่อยๆ ซึ่งถ้าดูแบบไม่คิดไรมาก The Grand Budapest Hotel ก็เป็นหนังที่ดูสนุกและตลกมากเรื่องหนึ่ง มุขตลกแบบหน้าตายในเรื่องนี้ปล่อยที่ไรก็ได้ผลทุกครั้ง ยิ่งงานด้านภาพและองค์ประกอบศิลป์อันเป็นเอกลักษณ์ของ Wes  ด้วยแล้ว ทำให้ติดใจจนไม่อาจละสายตาได้ทีเดียว กล่าวได้ว่า นี่เป็นหนังที่ Mass มาก คือใครมาดูก็สนุก แม้ว่าหน้าหนังจะออกมาแนว indy ก็ตาม

แต่ The Grand Budapest Hotel ไม่ได้มีดีแค่ความสนุก ความตลก หรือภาพสวยเท่านั้น สิ่งที่โดดเด่นจนเป็นจุดเด่นของเรื่องจริงๆ คือ “วิธีการเล่าเรื่อง” ต่างหาก หนังสามารถเล่าเรื่องราวที่ดู “ไม่สวยงาม” ไม่ว่าจะเป็นภาวะสงคราม การฆาตกรรรม หรือความเย่อหยิ่งหลงตัวเองของ Gustave ที่ทำให้เกิดเรื่องราวต่างๆ ให้ดูกลายเป็นเรื่อง “สวยงาม” ได้ เพราะเรื่องราวทั้งหมดนั้นถูกถ่ายทอดผ่านมุมมองของ Zero เป็นหลัก ซึ่งสำหรับ Zero ไม่ว่า Gustave จริงๆ จะเป็นคนอย่างไหร่ น่ารังเกียจ หรือน่ารำคาญขนาดไหน แต่ Gustave ก็ยังเป็นบุคคลที่ Zero ให้ความเคารพเสมอมา เพราะ Gustave เป็นทั้งคนที่คอยแนะนำการทำงานในโรงแรม (ซึ่งจริงๆ อาจเป็นไปด้วยหน้าที่และป้องกันไม่ให้ Zero ทำให้งานดูแลโรงแรมของเขาเสีย) และคอยช่วยเหลือเขาเมื่อต้องเผชิญกับทหาร (ซึ่งจริงๆ Gustave อาจแค่ต้อการโชว์พาวต่อหน้าลูกน้องเท่านั้น) เมื่อบวกกับบรรยากาศสีพาสเทลของเรื่อง จึงทำให้ทุกอย่างดูสวยงามไปหมด ขนาดฉากฆ่ากันยังดูขบขันมากกว่าน่ากลัวเลย ทั้งๆ ที่ดูๆ ไปก็รู้แหละว่าเรื่องจริงมันคงไม่สวยงามอย่างที่เล่าไปเสียหมด แต่ก็อดหลงไหลไปกับความโลกสวยที่สร้างขึ้นแบบนี้ไม่ได้

เหมือนกับว่า The Grand Budapest Hotel กำลังเล่นกับเรื่องความจริง บางทีเราอาจไม่รู้เลยว่าเรื่องจริงที่เป็นจริงมันเป็นอย่างไร เพราะผู้เล่าแต่ละคนมีมุมมองที่แตกต่างกัน สำหรับ Zero เขามีมุมมองที่เป็นบวกต่อ Gustave ทำให้เรื่องออกมาแนวโลกสวยแบบนี้ แต่ถ้าคิดอีกแง่ หากเป็นคนอื่นที่มาเล่าเรื่องนี้ละ หนังอาจเปลี่ยนแนวเป็นดราม่าฆาตกรรมได้เลย ว่าไปก็อาจคล้ายๆ Life of Pi ที่ตัว Pi สร้างเรื่องเสือและบรรยายถึงบรรยากาศที่สวยงามในท้องทะเล เพื่อกลบซ่อนความจริงที่โหดร้ายไว้ เพียงแต่ The Grand Budapest Hotel เลือกจะไม่เผยว่าความเป็นจริงเป็นอย่างไร และให้เรารับรู้เฉพาะด้านโลกสวยพอ การเล่นกับความจริง ความโลกสวยแบบนี้นี่แหละที่ทำให้ The Grand Budapest Hotel มีคุณค่ามากกว่าแค่หนังตลกภาพสวยเรื่องหนึ่ง

เรื่องนี้เป็นอีกเรื่องที่พอดูแล้ว ต้องร้องด้วยความเสียดายที่ไม่ได้ไปดูในโรง (เท่าที่หาข้อมูลได้หนังเรื่องนี้ฉายรอบพิเศษรอบเดียวที่ House RCA) เพราะแม้การดูผ่านแผ่น DVD จะยังให้ความสนุกสนานจากตัวเรื่องเหมือนเคย แต่งานด้านองค์ประกอบศิลป์ที่สวยงามน่าหลงใหลแบบนี้ คงดีถ้าได้ไปดูเต็มตาภายในโรงภาพยนตร์ 

 

ความชอบส่วนตัว: 9/10

 

budapesthotel

1 COMMENT

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here