[Review] The Hateful Eight – หิมะตกขี้ม้าไหล คนจัญไรมาพบกัน

0
40
views

The-Hateful-Eight-Poster-Wallpaper

 

“The Hateful Eight” หนังยาวลำดับที่ 8 ของ “Quentin Tarantino” (ถ้าไม่นับหนังเรื่องแรกในชีวิตอย่าง My Best Friend’s Birthday ที่ยังเป็นหนังสมัครเล่นอยู่ ไม่นับ Death Proof กับ Sin City ที่เป็นโปรเจคพิเศษ และให้นับรวม Kill Bill ทั้ง 2 ภาคเป็นเรื่องเดียวกัน…เงื่อนไขเยอะจังแฮะ) หนังเรื่องนี้เกือบจะปรากฎสู่สายตาชาวโลก เพราะบทหนังหลุดมาก่อน Quentin เลยเปลี่ยนใจกะว่าจะออกเป็นนวนิยายแทน อย่างไรก็ตาม ตอนหลัง Quentin ก็เปลี่ยนใจกลับมาสร้างมาสร้างหนังเรื่องนี้อีกครั้ง พร้อมบทเพิ่มเติม แถมยังจัด First Reading Script อ่านบทที่หลุดมันอย่างเป็นทางการไปเลย

นอกจากเป็นผลงานลำดับที่ 8 แล้ว เลข 8 ในชื่อเรื่อง “The Hateful Eight” ก็เกี่ยวข้องโดยตรงกับตัวละครหลักในเรื่องที่มี 8 คน ที่มาพบเจอกันโดยมิได้นัดหมาย ณ ร้านตัดเสื้อ ท่ามกลางค่ำคืนที่พายุหิมะโหมกระหน่ำ (จริงๆ นับไปนับมามีมากกว่า 8 คน และเอาเข้าจริงก็ไม่ได้เจอกันโดยบังเอิญเสียทีเดียว) ถือเป็นการพบเจอกันของบรรดาคน “จัญไร” ที่มักถูกมองด้วยสายตารังเกียจดูแคลนของคนในสังคมสมัยนั้น และทั้ง 8 คนก็พร้อมจะตอบโต้ด้วยโทสะความเกลียดชังเช่นกัน

“Marquin Warren” นักล่าฆ่าหัว ที่ความเป็นผิวสีของเขา ทำให้เขาใช้ชีวิตอยู่ยาก ฝ่ายใต้ก็ตามล่า ฝ่ายเหนือลึกๆ ก็ไม่ยอมรับ
“John Ruth” มือแขวนในตำนาน อีกหนึ่งนักล่าฆ่าหัวที่ชอบจับเป็นมากกว่าจับตาย เพราะอยากเห็นนักโทษโดนแขวนคอตายมากกว่า
“Sanford Smithers” นายพลคนอันตราย อดีตแม่ทัพฝ่ายใต้ปลดเกษียณ ที่ยังคงเคียดแค้นฝ่ายเหนือและพวกผิวสีไม่ลืม
“Chris Mannix” มือปราบโป้งกระจุย นายอำเภอคนใหม่ ลูกชายอดีตแม่ทัพกบฏ
“Bob” เม็กซิกันพันธุ์โหด เม็กซิกันลึกลับที่มาดูแลร้านตัดเสื้อชั่วคราว
“Oswaldo Mobray” อังกฤษอรสรพิษ เพชฌาตที่เดินทางมารับหน้าที่แขวนคอนักโทษในเมือง
“Joe Gage” โคบาลชั่วฆ่าวัวด้วยมือเปล่า คาวบอยเงียบขรึมที่อยากเดินทางกลับไปหาแม่
“Daisy Domergue” นักโทษโครตบ้า นักโทษหญิงโฉดที่กำลังถูกจับไปขึ้นลานประหาร กับความลับบางอย่างที่เธอยังไม่บอกใคร

ถ้าดูจากลักษณะเบื้องหลังตัวละครแต่ละตัวแล้ว สิ่งที่ทั้ง 8 มีเหมือนกัน คือความเป็นคนนอก และมักถูกมองด้วยสายตารังเกียจดูแคลน หนังเรื่องนี้ใช้ฉากหลังเป็นช่วงหลังสงครามกลางเมืองในสหรัฐฯ ไม่นาน แม้สงครามจะจบลงแล้ว แต่ความเคียดแค้นยังคงหลงเหลืออยู่ โดยเฉพาะฝ่ายใต้ที่พ่ายแพ้อย่างสิ้นเชิงต่อฝ่ายเหนือ พวกเขายังคิดว่าตนเป็นฝ่ายถูก และพวกฝ่ายเหนือคือนายทุนที่เข้ามาหยามศักดิ์ศรีความดีงามของฝ่ายใต้ต่างหาก Sanford กับ Chris คนพวกนี้

ขณะที่คนผิวสีอย่าง Marquin ก็ยังถือเป็นคนนอกอยู่ แม้ว่าชัยชนะของสงครามจะทำให้เกิดการเลิกทาส แต่ก็ใช่ว่าจะทำให้คนผิวสีมีสถานะเท่าเทียมคนผิวขาวโดยทันที แม้กระทั่งคนที่เคยเป็นทหารฝ่ายเหนืออย่าง Marquin ก็ตาม พวกฝ่ายใต้เกลียดเขาเพราะเป็นพวกผิวสี สถานะต่ำกว่าคนผิวขาว ขณะที่พวกฝ่ายเหนือก็ไม่ไว้ใจเขา ไม่แน่ใจว่าเขาเข้ามาเป็นทหารเพราะอุดมการณ์ หรือเพื่อให้ได้ฆ่าคนขาวอย่างสะใจเท่านั้น

ด้าน John กับ Chris 2 คนนี้เหมือนกัน คือแม้งานที่ทำจะถูกกฎหมาย แต่ก็ไม่ใช่งานที่สาธารณชนจะยอมรับนัก นักล่าฆ่าหัวกับเพชฌฆาตเป็นอาชีพของคนบาป ไม่ต่างกับที่เรารู้สึกต่อโรงฆ่าสัตว์ในปัจจุบัน มันถูกกฎหมาย แต่สังคมก็แสดงความรังเกียจอย่างชัดเจน ส่วน Bob ความเป็นเม็กซิกันของเขา ก็เพียงพอที่จะทำให้เขาเป็นคนนอกของสังคมอเมริกันแล้ว อีกคนก็ Joe ที่กลายเป็นคนนอกด้วยบุคคลิกของตัวเขาเอง คนสุดท้ายคือ Daisy ลำพังการเป็นนักโทษก็ทำให้ผู้คนหวาดหวั่นแล้ว สถานการณ์เป็น “ผู้หญิง” ของเธอ ยิ่งทำให้เธอถูกเหยียดมากขึ้นไปอีก ต้องไม่ลืมว่าสมัยนั้นสถานะผู้หญิงยังไม่ได้เท่าเทียมกับผู้ชายทุกด้าน ผู้ชายทำผิดกับผู้หญิงทำผิดนั้น ผิดเหมือนกัน แต่สายตาที่มองมาไม่เหมือนกัน

 

KurtRussellSamuelLJacksonHatefulEight

 

เพราะโลกสวยไม่มีในหนังของ Quentin เมื่อเหล่าคนโดนเหยียดมารวมตัวกัน แทนที่จะคุยกันด้วยความเข้าใจ มันจึงเป็นการด่าทอ เหยียดหยามใส่กัน เพื่อระบายอารมณ์กันแทน ท่ามกลางสไตล์หนังของ Quentin ที่เต็มไปด้วยบทสนทนาอันยึดยาว แต่บทจะซัดกันก็ซัดกันแหลก จังหวะหนังที่แทบคาดเดาไม่ได้ The Hateful Eight ก็นำเสนอประเด็นคนนอกของสังคมและการเหยียดไว้อย่างดี ติดอย่างเดียว ประเด็นที่ใส่ไว้ในเรื่องนี้ไม่ได้หนีไปจากหนังเรื่องก่อนของ Quentin “Django Unchained” เท่าไหร่

“Django Unchained” มีหลายอย่างที่คล้ายกับ “The Hateful Eight” (ต้องบอกว่าเรื่องหลังคล้ายเรื่องแรกมากกว่า) ทั้งตัวละครหลักคือคนผิวสี ดำเนินเรื่องในช่วงหลังสงครามกลางเมือง เกี่ยวพันกับตัวละครชาวใต้และนักล่าฆ่าหัว ต่างกันที่ว่า Django Unchained นั้น สเกลใหญ่กว่า เครื่องติดเร็วกว่า และซัดกันรุนแรงกว่า

ส่วน The Hateful Eight นั้นกว่าเครื่องจะติดก็ปาไปเกือบจะ 45 นาทีสุดท้าย จากความยาวกว่า 2 ชั่วโมง 45 นาที่ โดย 2 ชั่วโมงแรกส่วนใหญ่หมดไปกับการคุย คุย และคุย โอเค..แม้บทสนทนาจะหลายๆ ช่วงจะแยบคาย สะท้อนทั้งการเมือง เชื้อชาติ ความยุติธรรมอยู่ แต่มันก็ไม่ได้แปลกใหม่อะไรนัก อีกอย่าง The Hateful Eight เป็นหนังที่ดำเนินเรื่องกว่า 70% ในร้านซักรีด ขณะที่อีก 30% คือบนรถม้ากลางพายุหิมะ บางช่วงก็เลยเกิดอาการเบื่อบ้าง พอบทจะเข้าช่วงซัดกัน ด้วยความที่โลเคชั่นจำกัด เลยเล่นได้ไม่สะใจเท่าไหร่

อย่างน้อยก็ไม่สะใจเท่าที่หนังเรื่องก่อนๆ ที่ Quentin เคยทำเอาไว้ นี่แหละปัญหาหลักของผู้กำกับที่ดันทำผลงานพีคๆ ไว้เยอะ

 

Scale-7

 

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here