[Review] The Hobbit: The Battle of Five Armies – มหากาพย์สงคราม 5 ทัพ (Spoil)

1
100
views

BOFTA_movie_poster

หมายเหตุ: มีการเปิดเผยเนื้อหาสำคัญ (Spoil)

 

-1-

“จำเป็นต้องดูภาคก่อนก่อนมั้ย” บอกเลยว่า “จำเป็นเลยละ” ไม่ว่าจะภาค The Unexpected Journey หรือ The Desolation of Smaug เพราะ The Hobbit ก็มาแนวเดียวกับ The Lord of the Ring คือไม่ใช่ “ภาคต่อ” แบบเรื่องอื่นๆ แต่เป็นทั้งไตรภาคถือเป็นหนังเรื่องเดียวกัน เพียงแค่ซอยย่อยแบ่งฉายเป็น 3 ตอน และไม่มีการทวนความเดิมของตอนที่แล้วให้เสียเวลาด้วย ดังนี้ การมีพื้นเหตุการณ์ในภาคก่อน (ไปจนถึงเหตุการณ์ใน The Lord of the Ring) ก็จะทำให้สนุกสนานและเข้าใจเรื่องราวต่างๆ ในภาคนี้ได้มากขึ้น

 

-2-

“The Hobbit” ฉบับหนังสือนั้นมีแค่เล่มเดียว และออกแนวลักษณะนิทาน แต่ “Peter Jackson” ได้แบ่งเป็นหลายภาค เพื่อให้มีลักษณะมหากาพย์และเจาะลึกเรื่องราวได้มากขึ้น โดยเฉพาะการเชื่อมต่อกับ The Lord of the Ring โดยเริ่มแรกนั้นตั้งใจจะให้มีแค่ 2 ภาค แต่สุดท้ายก็เพิ่มเป็น 3 ภาค คำถามคือ หนังสือเล่มเดียวแต่ทำแยกเป็น 3 ภาคแบบนี้ แต่ละภาคจะมีเนื้อหาอะไรมาเล่าได้มากมาย ยิ่งภาคสุดท้ายนี้เหมือนจะเป็นภาคแถมอีกด้วย ซึ่งเอาเข้าจริงก็ใช่… วัดเฉพาะเรื่องความเข้มข้นของเนื้อหา โครงเรื่องที่สลับซ้บซ้อน The Battle of Five Armies ไม่สามารถสู้อะไรกับ The Unpected Journey หรือ The Desolation of Smaug ได้เลย ยิ่ง The Lord of the Ring แทบไม่ต้องพูดถึง ราวกับว่าเรื่องราวในหนังสือถูกเล่าไปหมดแล้วใน 2 ภาคแล้ว ภาคนี้เนื้อหากว่า 80% จึงวนเวียนอยู่กับการรบในสงคราม 5 ทัพตามชื่อภาคนี่แหละ โดยมีการอาละวาดของมังกร Smaug เป็นน้ำจิ้มประมาณ 15% พ่วงด้วยการปะทะของสภาขาวกับ “Saruon” อีก 5% เท่านั้น แต่นั่นอาจกลายเป็นข้อดีก็ได้ เพราะทำให้ภาคนี้มีหลักว่าจะเล่าเรื่องอะไร ขณะที่ 2 ภาคก่อนมีเรื่องที่จะเล่ามากเกินไป จนอาจไม่เห็นแกนหลักอย่างชัดเจน ที่สำคัญแม้จะมีแต่การรบไปมา แต่ก็เป็นฉากการรบที่น่าสนุกสนานตื่นตาทีเดียว

 

-3- 

เกี่ยวกับสงครามห้าทัพ สิ่งหนึ่งที่นึกถึงเลยตั้งแต่ได้ยินชื่อนอกเหนือจากสงคราม 9 ทัพของไทย ก็คือ 5 ทัพที่ว่ามีอะไรบ้าง ซึ่งก็รู้สึกว่าจะมีการตีความกันอย่างหลากหลายเลยทีเดียว ที่เป็นเช่นนี้เพราะบางทัพใน 5 ทัพมีบทบาทน้อยไปหน่อย ซึ่งตามที่เข้าใจ 5 ทัพที่ว่าก็คือ มนุษย์ เอลฟ์ คนแคระ ออร์ค และอินทรี ความสนุกอย่างหนึ่งของ The Hobbit และ The Lord of the Ring ก็คือการสร้างโลกที่เต็มไปด้วยเผ่าพันธุ์ที่หลากหลาย และแต่ละเผ่าพันธุ์ก็มีความเป็นมา วิถีชีวิต ความเป็นมาของตัวเอง เมื่อแต่ละเผ่าพันธุ์มาพบกัน ปะทะกัน และรบกันแบบนี้ เลยให้ความรู้สึกที่ยิ่งใหญ่มากทีเดียว ฉากรบของภาคนี้ทำได้สนุกทีเดียว เปิดโอกาสให้หลายตัวละครโชว์เทพได้พอควร โดยเฉพาะคนแคระที่ทำให้เข้าใจได้เลยว่า “ขนาดไม่ใช่ปัญหา” และที่ชอบมากคือการเน้นให้เห็นว่า  กิเลสใน “ทรัพย์สินลาภยศ” มันก่อให้เกิดผลร้ายตามมามากเพียงใด ซึ่งประเด็นนี้ได้กล่าวถึงมาแล้วตั้งแต่ภาคก่อนผ่านตัวมังกร Smaug ที่เป็นมังกร เพียงแต่ภาคนี้มันชัดเจนขึ้นอย่างเห็นได้ชัดว่า ทองคำได้เปลี่ยน “Thorin” (Richard Armitage) ผู้นำคนไปมากเพียงใด

 

-4-

ในภาค The Desolation of Smaug เคยวิจารณ์ไปว่า ส่วนหนึ่งที่ทำให้ดูไม่สนุกเท่าที่ควรคือ “การสร้างสรรค์เสน่ห์ของตัวละคร” ที่ยังทำได้ไม่ดีเท่าตอน The Lord of the Ring ตัวละครฮอบบิทจะเด่นก็ไม่สุด ที่เด่นขึ้นมากลับเป็นคนแคระ ซึ่งที่ผ่านมาก็ไม่น่าเอาใจช่วยเสียเท่าไหร่ แต่พอมาภาคนี้  เสน่ห์ของตัวละครกลับพุ่งพรวดเลยทีเดียว โดยเฉพาะ Thorin ที่เมื่อปล่อยให้เกรียน ให้เข้าด้านมืดเต็มที่ จึงกลายเป็นตัวละครที่น่าสนใจเลยว่าจะมีวิธีการรับมือกับการเสพติดสมบัติของตัวเองอย่างไร และยิ่ง Thorin เข้าด้านมืดมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งไปฉุดให้ “Bilbo” (Martin Freeman) โดดเด่นตามไปด้วย เพราะ Bilbo เป็นเสมือนด้านตรงข้ามของ Thorin และต้องคอยช่วย Thorin ไม่ให้ถลำลึกไปมากกว่านี้ กลายเป็นมิตรภาพระหว่างคนแคระกับฮอบบิท สิ่งที่ภาคนี้ทำได้จึงเป็นการแสดงให้เห็นว่าทำไมเรื่องนี้ต้องชื่อว่า “The Hobbit” ถึงฮอบบิทอย่าง Bilbo อาจออกไม่เยอะเท่าคนอื่น แต่ถ้าไม่มีฮอบบิทอย่างเขา เรื่องออกไม่ได้ลงเอยเช่นนี้ อีกตัวละครที่โดดเด่นขึ้นมาไม่แพ้กันก็คือ “Bard” (Luke Evans) ที่ฉายแววความเป็นผู้นำประชาชนและผู้นำครอบครัวมากขึ้นเรื่อยๆ ส่วนเสด็จพ่อเอลฟ์ “Thranduil” (Lee Pace) ที่เชื่อว่าสาวๆ คงกรี๊ดกราดกันไม่น้อย

 

-5-

สงสารก็แต่ “Smaug” ภาคก่อนอุตสาห์ตั้งชื่อว่า The Desolation of Smaug กะว่าเป็นตัวเด่น เป็นบอสหลักแน่ แต่กว่าจะได้ออกโรงก็ช่วงชั่วโมงสุดท้ายจากความยาว 3 ชั่วโมง พอมาภาคนี้แม้ว่าหนังจะแสดงให้เห็นถึงพลังของ Smaug ว่ามีพลังและความน่าเกรงขามมากเพียงไร แต่ก็โผล่มาไม่นานนัก จนบางทีก็รู้สึกเสียดายที่อุตสาห์ปูความน่ากลัวของ Smaug ตลอด 2 ภาคที่ผ่านมา แต่ที่น่าสงสารกว่านั้นก็คง Sauron ออกน้อยยิ่งกว่า (แต่จริงๆ ตามบทประพันธ์ดั้งเดิมก็แทบไม่ได้กล่าวถึงอยู่แล้ว) สรุปคนที่น่าสงสารสุดคือ Benedict Cumberbatch นั่นเอง เพราะรับหน้าที่เป็นคนให้เสียงและทำ Motion Capture ให้กับตัวละครทั้งสอง

 

-6-

เทียบ The Hobbit ทั้ง 3 ภาค The Battle of Five Armies ถือเป็นภาคที่ชอบมากที่สุด แม้เนื้อหาจะยังดูด้อยกว่า 2 ภาคก่อนนั้นนัก แต่เพราะฉากรบที่ยิ่งใหญ่อลังการ และการเปิดโอกาสให้ตัวละครหลายตัวได้โชว์พลัง โชว์เทพ โชว์ซึ้งกันถ้วนหน้า ทำให้รู้สึกสนุกสนานกับเรื่องมาก และถึงแม้จะไม่ใช่แฟนพันธุ์แท้ The Lord of the Ring นัก แต่ก็รู้สึกว่า ภาคนี้สามารถส่งไม้ต่อไปยัง The Lord of the Ring ได้ดีเลยทีเดียว ซึ่งก็น่าจะสมความตั้งใจของ Peter Jackson ที่ต้องการให้ทั้ง 6 ภาคจาก 2 เรื่อง เป็นเหมือนเรื่องเดียวกันที่สามารถดูต่อกันได้เลย จะเสียดายนิดหน่อยก็ตรงก็คือ Middle Earth นั้นมีเรื่องราวอื่นๆ อีกมากมาย นอกเหนือจาก The Hobbit และ The Lord of the Ring แต่คงยากที่ Peter Jackson จะหยิบมาสานต่อเป็นหนังได้ เพราะเนื้อเรื่องเหล่านั้นอยู่ภายใต้ลิขสิทธิ์ของลูกชาย J. R. R. Tolkien ซึ่งค่อนข้างไม่ชอบใจการตีความที่ผ่านมาของ Peter Jackson เสียเท่าไหร่ และคงยากที่จะมอบลิขสิทธิ์ให้อีก ภาคนี้จึงเป็นเหมือนการสั่งลาของ Peter Jackson กับ Middle Earth ไปในตัว แต่เชื่อเถอะ…ถึงไม่สามารถดึงเนื้อเรื่องส่วนอื่นมาทำต่อได้ แต่อีกไม่นานมี Remake/Re-booth แน่นอ

 

ความชอบส่วนตัว: 8/10 

 

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

[Review] The Hobbit: The Desolation of Smaug – ฮอบบิทผจญภัย 2

 

1-the_hobbit_the_battle_of_the_five_armies-wide

1 COMMENT

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here