[Review] The Hunger Games: Catching Fire – จงอย่าลืมว่าใครคือศัตรูที่แท้จริง?

7
113
views
3565094
-1-

The Hunger Games เป็นเรื่องของเมืองสมมติในอนาคตที่มีศูนย์กลางอยู่ที่แคปปิตอล (Capital) ซึ่งมีเมืองบริวารเรียกว่า “พาเน็ม” (Panem) ทั้งสิ้น 12 เขต โดยในขณะที่ผู้คนในแคปปิตอลมีชีวิตอย่างสุขสบาย แต่ผู้คนในพาเน็มกลับใช้ชีวิตอย่างอดอยากและถูกกดขี่จากแคปปิตอล ไม่มีใครกล้าลุกขึ้นมาเปลี่ยนเพราะบรรยากาศความกลัวที่แคปปิตอลได้สร้างเอาไว้ ซึ่งเครื่องหนึ่งก็คือการจัดการแข่งขัน The Hunger Game ให้แต่ละเขตส่งตัวแทนเขตละ 2 คน (ในเรื่องเรียกว่าเครื่องบรรณาการ) มาเข้าแข่งขันสู้รบฆ่าฟันกันเองจนเหลือผู้ชนะเพียงคนเดียว ในภาคก่อน “Katniss Everdeen” (Jenifer Lawrence) เป็นตัวแทนของเขต 12 เขตที่ได้ชื่อว่ายากจนที่สุด แต่สุดท้ายทั้งเธอและ “Peeta Mallark” (Josh Hutcherson) ตัวแทนอีกคนจากเขต 12 ก็ฝ่าฟันจนได้รับชัยชนะ ซึ่งนั่นทำให้แคปปิตอลเสียหน้าอย่างรุนแรง เพราะเป็นครั้งแรกที่ต้องยอมให้มีผู้ชนะ 2 คน ความสำเร็จของ Katniss ที่แสดงให้เห็นถึงการไม่ยอมสยบต่อแคปปิตอล ได้กลายเป็นชนวนเหตุให้เกิดความหวังในการปฏิวัติขึ้นมาอีกครั้ง และก่อให้เกิดเรื่องราวในภาค 2 ที่กำลังฉาย ณ ตอนนี้ตามมา The Hunger Game: Catching Fire

สำหรับ The Hunger Games ภาคที่แล้ว ในอเมริกาสร้างปรากฎการณ์ทั้งด้านรายรับและเสียงวิจารณ์ ผลักดันให้ Jenifer Lawrence นางเอกของเรื่องกลายเป็นนักแสดงแถวหน้าของวงการ แต่โดยส่วนตัวยังรู้สึกว่า…โอเค มันก็สนุกในระดับหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้เลิศเลออะไรอย่างที่เขาว่ากันขนาดนั้น พอมานั่งทบทวนดูว่าทำไมเรายังไม่อินกับ The Hunger Games ภาคแรกเท่าไหร่ ก็พอจะหาคำตอบได้ว่า…เพราะหนังยังหาตัวเองไม่เจอนั่นเอง

ปัญหาของภาคก่อนคือหนังยังสับสนว่าจะไปในทิศทางไหนดี ดูเผินๆ การเน้นไปที่ตัวเกมฆ่ากันเองทำให้หลายคนนึกถึง Battle Royale ของญี่ปุ่น (พล็อตไม่เหมือนกัน แต่ใช้ประเด็นเรื่องเกมฆ่ากันเองเหมือนกัน) แต่บางครั้งหนังก็เหมือนจะหันมาเน้นเรื่องรักโรแมนติกแบบหลอกๆ ในสังคมเรียลลิตี้ หรือบางทีก็แตะไปถึงประเด็นเรื่องการเมืองและระบอบการปกครอง การไม่รู้จะเอาไรเป็นหลักดี ทำให้ภาคแรกมันไปไม่สุดสักทาง กลายเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ส่วนตัวค่อนข้างเฉยๆ กับภาคแรก และไม่แน่ใจว่าทีมผู้สร้างคิดแบบนี้ด้วยหรือป่าว พอมาภาคนี้จึงพยายามแก้ไขจุดอ่อนดังกล่าว ด้วยการวางแนวทางให้ภาคนี้เป็น “หนังการเมือง” ไปเลย ในขณะที่ตัวเกมและเรื่องรักโรแมนติกกลายเป็นแค่ส่วนประกอบหนึ่งเท่านั้น ซึ่งพอหาแนวทางเจอเช่นนี้ ทำให้จากที่เฉยๆ กับภาคแรก กลายเป็นชอบภาคนี้ไปเลย ยิ่งส่วนตัวชอบหนังแนว Political Thriller อยู่แล้วด้วย

-2-

ในภาคนี้เนื้อเรื่องแบ่งได้ออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ๆ ครึ่งแรกจะเป็นเหตุการณ์ที่ Katniss และ Peeta ต้องเดินสายขอบคุณไปยังเขตต่างๆ ทั้ง 12 เขต จุดประสงค์ลึกๆ ที่แคปปิตอลจัดให้มีการทัวร์ลักษณะนี้เพื่อสร้างความเกลียดชังระหว่างกันจนไม่สามารถรวมตัวกันติด แต่สิ่งที่ Katniss ได้พบคือ ณ ขณะนี้เริ่มมีการกระด้างกระเดื่องขึ้นในหลายพาเน็มแล้ว และเธอรวมถึงสัญลักษณ์นก Mockingjay ที่เธอพกติดตัว ถูกยกย่องให้เป็นสัญลักษณ์ของความหวังไปเสียแล้ว ขณะที่เนื้อหาในครึ่งหลังเป็นการตอบโต้ของแคปปิตอลที่นำโดยประธานาธิบดีสโนว์ (Donald Sutherland) ที่ได้จัด The Hunger Games รอบพิเศษขึ้น (จัดขึ้นทุกๆ 25 ปี ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 75) ซึ่งในปีนี้ได้เปลี่ยนกติกาให้คนที่เคยชนะในเกมที่ยังมีชีวิตมาแข่งกันอีกครั้ง ซึ่งแน่นอน Katniss และ Peeta ถูกลากกลับมาแข่งอีกครั้ง โดย ปธน.Snow หวังจะใช้เกมครั้งนี้เชือด Katniss และเชือดความหวังในการปฏิวัติของเหล่าพาเน็ม

ในขณะที่ภาคแรกการเมืองเป็นแค่ฉากหลัง แต่ภาคนี้เรื่องราวของการเมืองถูกผลักดันมาไว้ข้างหน้า เผยให้เห็นว่าภายใต้เปลือกหนังวัยรุ่น นี่คือหนังการเมืองชั้นดีเรื่องหนึ่ง เกมฆ่ากันเองที่เหมือนกันแค่วางพล็อตเอามัน แต่จริงๆ แล้วแฝงไปด้วยแนวคิดทางการเมือง ที่ผู้ปกครอง (แคปปิตอล) ใช้วิธีการสร้างบรรยากาศความกลัวและความเกลียดชังระหว่างกัน อันเป็นผลจากการที่แ่ต่ละเขตต้องฆ่ากันเองในเกม ทำให้เกิดความรู้สึกแปลกแยกระหว่างเขต จนไม่สามารถรวมตัวกันต่อต้านแคปปิตอลได้ และเกมนี้โดยเฉพาะเกมในภาคนี้ที่เอาคนที่เคยชนะมาแข่งกันอีกครั้ง ยังเป็นโชว์ให้เห็นว่า แม้สุดท้ายไม่ว่าใครจะชนะ สุดท้ายคนที่มีอำนาจสูงสุดก็คือแคปปิตอลอยู่ดี การปกครองด้วยความกลัวแบบนี้ มองภายนอกเหมือนจะทำให้ระบบสามารถขับเคลื่อนไปได้อย่างปกติสุข ไร้สิ่งกีดขวาง แต่ภายในของเหล่าพาเน็มต่างอึดอัดสั่งสมเข้า เพื่อรอวันปะทุ ขาดแค่คนมาจุดประกายเท่านั้น ซึ่ง Katniss ก็คือคนที่ว่านั้น

รอยโหว่เพียงเล็กๆ อาจทำให้กำแพงเขื่อนพังได้ฉันใด สิ่งที่ Katniss ทำในภาคแรกก็มีผลให้เกิดปฏิวัติในภาคสองฉันนั้น สิ่งที่น่ากลัวอย่างหนึ่งของระบอบที่ปกครองด้วยความกลัว คือระบอบต้องคอยกดผู้คนไว้ตลอดเวลา หากพลาดหรือเผลอเมื่อไหร่ ผลสะท้อนกลับไปยังผู้ปกครองจะน่ากลัวยิ่งกว่าหลายเท่า และเช่นเดียวกับเหตุกาณ์การเมืองทั่วโลก ปธน.Snow ยังมองว่าวิธีแก้ปัญหาเรื่องนี้ก็คือ “เพิ่มความกลัวเข้าไปอีก” แต่บางทีวิธีนี้มันอาจสายไปแล้วก็ได้…

The-Tributes-of-the-75th-Hunger-Games-catching-fire-movie-35052815-2498-916
-3-

มีสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจใน Catching Fire คือแม้ Katniss จะเป็นสัญลักษณ์ความหวังของเหล่าพาเน็มไปแล้ว แต่เธอไม่ใช่ “นักปฏิวัติ” และไม่เคยแม้แต่จะคิดเป็น “นักปฏิวัติ” เลยด้วยซ้ำ ทุกสิ่งที่เธอทำไม่ว่าจะในเกมภาคก่อน หรือในเกมภาคนี้ ขับเคลื่อนด้วยสัญชาตญาณการเอาตัวรอดเป็นหลัก แต่สิ่งที่เธอทำดันไปกระตุกให้เกิดการปฏิวัติ คำถามคือเธอจะรับมือกับสถานการณ์เช่นนี้อย่างไร แน่นอนเธอไม่ชอบแคปปิตอลและระบอบที่เป็นอยู่ แต่การคาดหวังให้เธอเป็นมากกว่าเด็กสาวจากเขต 12 คนหนึ่ง ก็ดูจะมากกว่าที่เธอเคยคิด และในคำถามกลับกัน ทำไมเขตต่างๆ ถึงคาดหวังในตัว Katniss มากขนาดนี้

ในการต่อสู้ทางการเมือง สิ่งสำคัญไม่แพ้อุดมการณ์ก็คือ “การสื่อสาร” ยิ่งเป็นขวนการของมวลชน การจะรวบรวมคนจำนวนมากให้ยังยืนอยู่บนเส้นทางเดียวกันได้จึงจำเป็นต้องมีการสื่อสารที่ดี ซึ่งหนึ่งในวิธีที่ได้รับความนิยมมากที่สุดก็คือ “การใช้สัญลักษณ์” ที่นอกจากจะมีประโยชน์ในการรวมคนเข้าไว้ด้วยกัน แสดงออกถึงการเป็นพวกเดียวกัน ยังทำให้เกิดความหวังที่จะมีชัยชนะด้วย แต่ที่ซับซ้อนยิ่งกว่าคือ สิ่งต่างๆ อาจไม่ได้เป็นสัญลักษณ์โดยตัวของมันเอง หากแต่ถูกนิยามโดยกลุ่มคนที่นำไปใช้ ซึ่งคำนิยามต่างๆ สามารถเปลี่ยนไปได้ในแต่ละยุคสมัย เหมือนอย่างที่หน้ากาก Guy Fawkes สามารถเป็นได้ตั้งแต่สัญลักษณ์ของการโค่นล้มกษัตริย์ทรราชในสมัยก่อน ก่อนจะนำมาใช้เป็นสัญลักษณ์การสู้กับทุนนิยมในเหตุ Wall street Occupy และต่อสู้กับรัฐบาลในประเทศไทย

น่าสนใจเมื่อสัญลักษณ์สามารถเปลี่ยนความหมายไปเรื่อยๆ และไม่อยู่ภายใต้การควบคุมของเรา ตัว Katniss จะทำเช่นไร เพราะดูเหมือนว่าในภาคนี้ก็เห็นแล้วว่าผู้คนในพาเน็มต่างคาดหวังในตัวเธอ มากกว่าที่เธอคาดหวังในตัวเอง และจะเป็นอย่างเมื่อผู้คนอาจต้องการแค่ความเป็นสัญลักษณ์ในตัวเธอ มากกว่าจะสนใจว่าที่แท้จริงตัว Katniss คิดเห็นอย่างไร เรื่องราวเหล่านี้น่าจะฉายภาพมากขึ้นในภาค Mocking Jay แต่เท่าที่เป็นอยู่ใน Catching Fire ก็ปูเส้นทางการเล่าเรื่องดราม่าการเมืองแบบนี้ได้เป็นอย่างดี
-4-
อย่างที่บอกไว้ช่วงต้นว่า Catching Fire มุ่งไปทางดราม่าการเมืองเป็นหลัก ทำให้เรื่องอื่นๆ อย่างรักโรแมนติก หรือแม้แต่ Action ถูกลดถอยความสำคัญลง โดยเฉพาะในเรื่องของการแข่งเกม ที่แม้ภาคนี้จะยังมีการแข่งเกมอีกครั้ง แต่เอาเข้าจริงเกมในภาคนี้กลับเป็นเพียงแค่ส่วนประกอบเล็กๆ ในโครงเรื่องใหญ่เท่านั้น ดังนั้นมันจึงไม่ได้มีความตื่นเต้นหรือกดดันจากการที่แต่ละคนต้องมาฆ่ากันเองเหมือนภาคแรก ใครที่ชอบอารมณ์ระทึกหรือคาดหวังฉาก Action มันส์ๆ จากภาคนี้คงต้องผิดหวัง เพราะวัตถุประสงค์ของการมีเกมในภาคนี้ก็เพียงเพื่อจะบอกกับ Katniss ว่า ไม่ว่าตัวเธอจะคิดอย่างไรก็ตาม ประชาชนยึดถือเธอเป็น Mocking Jay ในใจพวกเขาแล้ว “อย่าลืมว่าใครคือศัตรูที่แท้จริง?” นอกจากจะเป็นการย้ำเตือนว่าเรากำลังสู้อยู่กับอะไรแล้ว ยังเป็นการบอกกล่าวให้ Katniss ยอมรับสถานะสัญลักษณ์นั้นด้วย น่าเสียดายช่วงเกมเหมือนจะนานไปหน่อย ถ้าตัดให้กระชับกว่านี้จะลงตัวเลย
ในแง่ความโรแมนติก ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ถูกลดทอนลงไปในภาคนี้เช่นกัน แต่ก็ใช่ว่าจะจืดจางไปเสียทีเดียว เพราะหนังก็พยายามถ่ายถอดให้เห็นว่า Katniss อาจเริ่มรู้สึกกับ Peeta มากกว่าแค่เพื่อน มากกว่าแค่รักโปรโมต เพียงแต่เธออาจจะยังไม่รู้ตัวเท่านั้น ซึ่งวิธีที่หนังใช้ก็คือการเพิ่มบทบาทในตัว Peeta ที่แม้จะโดนปรามาสไว้เยอะทั้งจากในหนังและนอกหนัง (โดยเฉพาะเรื่องส่วนสูง) แต่ภาคนี้ก็แสดงให้เห็นว่า Peeta เองก็มีดีในเรื่องของจิตใจ การคิดดีต่อผู้อื่น และเป็นผู้ปลอบโยนให้กำลังใจที่ดี เป็นเหมือนน้ำที่คอยมาช่วยดับไฟของ Katniss ได้ บทบาทของ Peeta แบบนี้เองที่ทำให้เข้าใจได้ว่าทำไม Katniss เป็นห่วง Peeta มากเสียขนาดนั้น
-5-
เทียบกับภาคแรก Catching Fire ถือว่าลงตัวกว่าเกือบทุกด้าน แม้จะยังมีช่วงยืดๆ บ้างตอนแข่งเกม แต่โดยรวมก็ดูได้อย่างสนุก อาจเพราะเราชอบหนังแนวนี้รวมถึง Jenifer Lawrence อยู่แล้ว เมื่อหนังมุ่งมาทางนี้โดยตรงก็เข้าทางเลย และเมื่อดูจบแล้วก็อดใจไม่ไหวที่จะดูภาค Mocking Jay ทั้ง Part 1 และ 2 เลย
ป.ล. มีหลายคนบอกว่า เนื้อหาใน Catching Fire มันช่างเข้ากับสถานการณ์ทางการเมืองไทยตอนนี้เหลือเกิน ก็ได้แต่บอกว่า เหตุการณ์ในไทยตอนนี้มันอาจเลยไปถึงขั้น Mocking Jay แล้วต่างหาก

ความชอบส่วนตัว: 9/10

711638-691714_hunger_games_catching_fire_hutcherson_banks_lawrence

7 COMMENTS

  1. แต่Mocking Jayจบลงด้วยดีนะคับ บางทีการเมืองไทยอาจยิ่งกว่าภาคไหนๆเเล้วนะคับ T-T

    • แม้จะจบลงด้วยดี แต่กว่าที่แผลใจของตัวเอกจะหายก็นานเลยทีเดียว หวังว่าเมืองไทยคงไม่แย่กว่านั้นนะครับ

  2. Panem เป็นประเทศค่ะ มี 13 เขตปกครอง Capitol เป็นเมืองหลวง มี 12 districts
    นางเอกชื่อ katniss นะคะ
    Peeta นอกจากมีจิตใจดีแล้ว เค้ามีพรสวรรรค์ด้านการพูดค่ะ

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here