[Review] The Hunger Games: Mockingjay Part. 1 – สงครามช่วงชิงความหมาย

1
75
views

mockingjay-part-1-image-6

 

– 1 –

แรกเริ่มเดิมที… แคปิตอล (Capitol) สร้างนกแจ๊บเบอร์เจย์ (Jabberjay) ขึ้นมาในห้องแล็ป ตัดต่อพันธุกรรมให้มีความสามารถจดจำเสียงพูดได้ และปล่อยมันเข้าป่าเพื่อให้สืบข่าวพวกกบฎในป่า แต่เมื่อฝ่ายกบฎจับได้ก็ตอบกลับด้วยการแกล้งป้อนข้อมูลผิดๆ ให้ จนแคปิตอลเห็นว่านกแจ๊บเบอร์เจย์หมดประโยชน์เลยปล่อยไปกะให้ตายไปเอง แต่แล้วนกแจ๊บเบอร์เจย์กลับอยู่รอดแถมไปผสมพันธุ์กับนกมอคกิ้งเบิร์ด (Mockingbird) จนกลายเป็นสายพันธุ์ใหม่ที่เรียกว่า “นกม็อคกิ้งเจย์” (Mockingjay) นั่นเป็นสิ่งที่แคปิตอลไม่ได้ตั้งใจให้เกิดขึ้น กลายเป็นความอับอายของแคปิตอล และยังกลายเป็นสัญลักษณ์การดิ้นรนเอาชีวิตรอดไม่อยู่ภายใต้อำนาจของแคปิตอลอีกต่อไปด้วย

แรกเริ่มเดิมที… สัญลักษณ์การชู 3 นิ้ว เป็นเพียงธรรมเนียมเฉพาะของเขต 12 ที่ใช้ในพิธีศพเพื่อเป็นการคารวะผู้ตาย โดย 3 นิ้วที่ว่า แทนความหมายของการ “ขอบคุณ” “สรรเสริญ” และ “ลาก่อน” ผู้ตาย แต่ทันทีที่ “Katniss” ตัวแทนจากเขต 12 ชู 3 นิ้วให้กับศพของ “Rue” ตัวแทนจากเขต 11 ในการแข่งขัน The Hunger Games การชู 3 นิ้วได้กลับกลายเป็นสัญลักษณ์ของการท้าทายอำนาจของแคปิตอล อำนาจแห่งความกลัวที่แคปิตอลใช้ The Hunger Games เป็นเครื่องมือในการสร้างความเกลียดชังและหวาดระแวงต่อกันของเขตต่างๆ เพื่อไม่ให้รวมตัวกันติดจนสามารถต่อต้านแคปิตอลได้ 3 นิ้วของ Katniss ได้ทำลายกำแพงนั้น และการชู 3 นิ้วของประชาชนในเขตอื่นๆ นอกเขต 12 ไม่ต่างอะไรจากการบอกกับแคปิตอลว่า “คุณไม่สามารถแยกพวกเราออกจากกันได้แล้ว” หรือ “เราไม่กลัวคุณแล้ว”

แรกเริ่มเดิมที… “Katniss Everdeen” เป็นเพียงหญิงสาวจากเขต 12 ที่อาสาไปร่วมแข่งขันใน “The Hunger Games” ด้วยตัวเอง เพราะไม่ต้องการให้น้องสาวที่ยังเด็กอยู่ไป แน่นอนเธอก็เหมือนคนส่วนใหญ่ในเขตต่างๆ ที่ไม่ชอบระบอบการปกครองของแคปิตอล แต่เธอก็ไม่ได้คิดไปถึงขั้นว่าตัวเองจะลุกขึ้นมาเป็นนักปฏิวัติ สิ่งต่างๆ ที่ Kaniss ทำ ไม่ว่าจะในเกมหรือนอกเกม ล้วนผลักดันจากสัญชาตญาณการเอาตัวรอดของเธอเป็นหลัก บวกด้วยความคาดหวังที่จะให้คนที่เธอรักรอดเช่นเดียวกัน แต่ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม Katniss ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของการต่อต้านรัฐ ทั้งในสายตาของแคปิตอล และประชาชนในเขตต่างๆ โดยเฉพาะเขต 13 ที่ถือว่าเธอคือกุญแจสำคัญที่จะทำให้การปฏิวัติประสบชัยชนะ

ม็อกกิ้งเจย์ ชู 3 นิ้ว และ Katniss จึงเป็น 3 สิ่งที่มีบางอย่างเหมือนกัน นั่นคือในเริ่มแรกมีความหมายในอย่างหนึ่ง แต่เมื่อเวลาเปลี่ยนไป ความหมายที่มีต่อสิ่งนั้นก็เปลี่ยนไปด้วย ที่สำคัญการเปลี่ยนของความหมายอาจไม่ได้เกิดจากความตั้งใจของตัวสิ่งนั้นเองด้วยซ้ำ นี่แหละ “สัญลักษณ์” มันไม่สำคัญว่าเริ่มแรกสิ่งนั้นจะหมายถึงอะไร แต่สำคัญที่สุดท้ายคนเลือกจะให้ความหมายมันว่าอย่างไร ใช้มันอย่างไร และเมื่อมีคนนิยามสิ่งเดียวกันแต่ต่างความหมาย มันก็จะกลายเป็นสงครามช่วงชิงความหมายเหมือนอย่างที่เกิดขึ้น The Hunger Games: Mockingjay Part. 1

 

– 2 –

“The Hunger Games: Mockingjay Part.1” ดำเนินเรื่องต่อภาคก่อน “The Hunger Games: Catching Fire” แบบที่แทบไม่ทวนความเดิมให้เสียเวลา ดังนั้น การมีพื้น 2 ภาคก่อนจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพราะจะช่วยให้เข้าใจเรื่องราวและภูมิหลังตัวละครได้ดียิ่งขึ้น แต่คร่าวๆ ก็คือ Katniss ถูกช่วยให้หนีออกจากเกม และค้นพบว่าเขต 13 ที่เชื่อกันว่าล่มสลายไปแล้วเพราะโดนแคปิตอลถล่มหลังเกิดเหตุปฏิวัติเมื่อ 75 ปีก่อน “ยังคงมีอยู่” ด้วยการแฝงตัวอยู่ใต้ดินภายใต้การนำของ ปธน. “Alma Coin” (Julianne Moore) รอคอยวันเวลาที่จะปฏิวัติอีกครั้งหนึ่ง แต่การช่วย Katniss มาไม่ได้มีเป็นไปเพราะมนุษยธรรม แต่เพราะเขต 13 เห็นว่าสิ่งที่ Katniss ทำที่ผ่านมาได้จุดไฟการปฏิวัติขึ้นมาอีกครั้ง จึงอยากให้ Katniss มาเป็นม็อคกิ้งเจย์หรือสัญลักษณ์ของการปฏิวัติ ขณะที่ฝั่งแคปิตอลซึ่งได้ใช้ให้ “Peeta” (John Hutcherson) เพื่อน(และคนรัก) ของ Katniss ที่จับตัวไว้ได้เป็นสัญลักษณ์ในการทำให้เขตต่างๆ อยู่ในความสงบ รวมถึงทำทุกวิถีทางที่จะทำลานสัญลักษณ์ที่เชื่อมโยงไปสู่การปฏิวัติ

ว่ากันแค่ที่ตัวหนัง Mockingjay Part. 1 มีความเป็น “หนังการเมือง” เสียยิ่งกว่า “Catching Fire” ทำให้ภาคนี้แทบไม่มี Action เลย ขณะที่เรื่องรัก 3 เส้า รักจริงรักหลอกก็กลายเป็นแค่ประเด็นเล็กๆ ใครอยากดูรบกัน สู้กันแบบมันส์ภาคนี้คงไม่ใช่คำตอบเท่าไหร่ แต่ส่วนตัวไม่เป็นปัญหาเพราะชอบแนวทางนี้มาตั้งแต่ภาคก่อนอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม ส่วนที่เป็นปัญหากลับเป็นที่การเล่าเรื่องของตัวหนังที่แม้จะปั้นแต่งประเด็นเรื่องสงครามสัญลักษณ์มาอย่างน่าสนใจ แต่กลับไม่สามารถส่งไปถึงจุดพีคได้ หลายช่วงก็มาแบบเนือยๆ เหมือนทุกอย่างมันดูกั๊กๆ เตรียมรอปล่อยใน Part. 2 ไปเสียหมด ซึ่งมันก็เป็นการยืนยันในทางหนึ่งว่าเหตุที่แบ่งเป็น 2 Part ไม่ใช่เพราะเนื้อหามันเยอะหรอก แต่เพราะต้องการทำการทำเงินเพิ่มต่างหาก (ประเด็นคือหนังภาคสามของแทบทุกเรื่องต่อจากนี้มักชอบแบ่งเป็น 2 Part เกือนหมด) ถามว่าอยากดูภาคต่อมั้ย… แน่นอนว่าอยาก แต่มันเป็นความอยากแบบไหนๆ ก็ดูมาแล้ว ขอตามต่อให้จบละกัน มากกว่าอยากดูเพราะว่าภาคนี้แบบมันยอดเยี่ยมสุดๆ ภาคต่อไปต้องไม่พลาด ตอน Catching Fire ทำให้เกิดความรู้สึกอย่างหลัง แต่ Mockingjay Part.1 กลับทำให้เกิดความรู้สึกแบบแรก

แม้ในแง่ความสนุกจะไม่เท่ากับ Catching Fire แต่ในแง่ของประเด็นขบคิดจากเรื่อง ก็ถือเป็นอีกเรื่องที่น่าสนใจ ด้วยเนื้อเรื่องที่จะว่าไปก็ค่อนข้างหนัก เมื่อเทียบกับหน้าหนังที่เป็นสไตล์วัยรุ่น และหากชอบ Jennifer Lawrence แล้วละก็ ภาคนี้ก็จะยิ่งคุ้มยิ่งขึ้น เพราะภาคนี้ Katniss โดดเด่นมาก ซึ่งก็ไม่เป็นปัญหาสำหรับ Jennifer ที่จะอุ้มเรื่องไว้ได้ เพียงแต่อาจจะเด่นจนตัวละครรายล้อมบทบาทลดลงไปสมควร (คาดว่าบทของตัวละครอื่นๆ คงกั๊กไว้ในภาคหน้าอีกเช่นกัน) 

 

B0aALaUCAAAJB-T

 

– 3 –

กลับมาที่ประเด็นหลักของเรื่อง การสร้าง/แย่งชิงความหมายให้กับสิ่งต่างๆ กลายเป็นแก่นหลักให้กับ Mockingjay Part.1 ฝั่งเขต 13 ต้องการสร้างให้ Katniss เป็นสัญลักษณ์ของการปฏิวัติ ขณะที่ฝั่งของแคปิตอลเองก็พยายามอย่างยิ่งยวดในการทำให้เขตต่างๆ เชื่อว่า Katniss เป็นเพียงผู้ก่อความวุ่นวายเท่านั้น ทั้งยังใช้ให้ Peeta เป็นสัญลักษณ์ในการเรียบร้องความสงบให้กับพาเน็มด้วยข้ออ้างว่าสู้กันไปก็นองเลือดป่าวๆ ไม่เพียงแต่ Katniss และ Peeta ทั้งเรื่องเต็มไปด้วยสัญลักษณ์ต่างๆ ที่ถูกนำมาใช้ในทางการเมืองทั้งนั้น ไม่ว่าจะนกม็อคกิ้งเจย์ ธนู การชูสามนิ้ว บทเพลง หรือกระทั่ง “กุหลาบขาว” ของ ปธน.Snow ซึ่งแต่เดิมพกไว้เพื่อกลบกลิ่นแผลเป็นในปาก แต่เวลาผ่านไปได้กลายเป็นสัญลักษณ์แทนความโหดร้ายของแคปิตอลไป

ในทางการเมือง “สัญลักษณ์” มีบทบาทอย่างมาก และในชีวิตจริงก็มีการสร้างสัญลักษณ์เพื่อเหตุผลทางการเมืองมาแล้วหลายครั้ง (หน้ากาก Guy Fawkes คือหนึ่งในตัวอย่าง) เพราะทัศนคติทางการเมืองสำหรับหลายคนเป็นสิ่งที่เป็นนามธรรมจับต้องไม่ได้ หรือไม่ก็มีแง่มุมเยอะเกินไป ดังนั้น การมีอะไรสักอย่างมาเป็นหลักให้จับต้องได้ จะช่วยให้คนสามารถรวมตัวกันได้ง่ายขึ้น รวมถึงยังสามารถลดทอนแง่มุมที่ไม่ต้องการออกไปได้ ยิ่งถ้าสัญลักษณ์นั้นมีความสามารถในการกระตุ้นอารมณ์ได้ จะยิ่งมีบทบาทมากขึ้น เพราะเมื่อเวลาไม่แน่ใจในสถานการณ์ คนมักเลือกใช้อารมณ์ในการตัดสินใจ การมีสัญลักษณ์เป็นจุดอ้างอิงจึงทำให้เขาตัดสินใจได้ง่ายขึ้น

อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าอยู่ๆ สัญลักษณ์ต่างๆ จะเป็นที่นิยมขึ้นมาเอง หลายครั้งมันต้องมีการจุดกระแสขึ้นมาและทำให้มันเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายให้มากที่สุด ซึ่ง “สื่อมวลชน” คือองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยผลักดันตรงนั้นได้ ใน Mockingjay Part.1 ได้ใส่ส่วนนี้เข้ามาด้วย โดยเฉพาะบทของทีมสร้างหนังที่ตามติด Katniss ไปตามที่ต่างๆ เพื่อนำมาสร้างเป็นหนังโฆษณาชวนเชื่อเผยแพร่ในเขตต่างๆ เช่นเดียวกับแคปิตอลก็มีรายการสัมภาษณ์ Peeta เพื่อเผยแพร่ความคิดของแคปิตอลออกไป รวมถึงตัว ปธน. Snow เองก็พิถีพิถันกับการเลือกใช้คำที่สื่อสารออกไป จะว่าไป The Hunger Games ตั้งแต่ภาคแรกแล้วก็มีการพูดถึงเรื่อง “อำนาจสื่อ” มาโดยตลอด และการสร้างนิยายชุดนี้ขึ้นมาก็เกิดขึ้นจากข้อสังเกตเกี่ยวกับสื่อ (Susan Collins ผู้เขียนเคยให้สัมภาษณ์ว่าจุดเริ่มต้นของการเขียน The Hunger Games เกิดจากการดูรายการเรียลลิตี้สลับกับภาพข่าวสงครามในอิรัก) อย่างการแข่งขัน The Hunger Games ที่ดีไซน์ออกมาในรูปแบบของรายการเรียลลิตี้ ก็ไม่ต่างจากการใช้สื่อบันเทิงมอมเมาคนในแคปิตอลให้สนุกกับรายการจนลืมความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นของเขตต่างๆ จะว่าทำให้คนในแคปิตอลโลกสวยก็ว่าได้ น่าเสียดายที่บทบาทของสื่อใน Mockingjay Part.1 ไม่มีอะไรมากกว่าแค่การถือกล้องถ่าย ทั้งที่ตัวละครอย่าง “Plutarch” (Phillip Seymour Hoffman) ที่ปรึกษาการสื่อสารเขต 13 หรือ “Cressida” (Natalie Dormer) ผู้กำกับหนังที่มาช่วยเขต 13 มีเบื้องหลังความเป็นมาที่น่าสนใจ คือเป็นคนของแคปิตอลแต่เลือกมาอยู่กับเขต 13 แต่หนังกลับไม่ได้ลงรายละเอียดนัก

 

– 4 –

หนังก็ไม่ต่างจากสัญลักษณ์ ที่สุดท้ายแล้วแต่ละคนก็สามารถมีมุมมอง มีการให้ความหมาย และมีการตีความที่แตกต่างกันได้  ซึ่งหลายครั้งความหมายที่ทรงพลังที่สุด ก็ไม่จำเป็นต้องเป็นความหมายเดียวกับความตั้งใจเริ่มแรกก็ได้ อยู่ที่ใครจะผลักดันความหมายของตัวเองได้มากกว่า การกล่าวว่าความหมายดั้งเดิมไม่เป็นเช่นนั้นก็คือวิธีหนึ่งในการตอบโต้การนิยามสัญลักษณ์ที่เราไม่เห็นด้วย ใครจะรู้หาก Mockingjay Part.1 ฉายประมาณธันวาคมปีก่อน คนที่เอาสัญลักษณ์จากหนังเรื่องนี้ไปใช้ในทางการเมืองของจริงอาจเป็นอีกฝ่ายก็ได้ (จริงๆ ตอน Catching Fire ฉายปีก่อน ก็มีคนที่เชื่อมโยงเหตุการณ์ในเรื่องกับการต่อต้านรัฐของจริงเข้าไว้ด้วยกันเช่นกัน)

ข้อคิดจาก “สงครามช่วงชิงความหมาย” ใน The Hunger Games: Mockingjay Part.1 ไม่ใช่การให้เราถือหางความหมายของสัญลักษณ์อันใดอันหนึ่ง แต่เป็นให้เรา “รู้เท่าทัน” สัญลักษณ์ และ “รู้เท่าทัน” การเมือง รู้ว่าสัญลักษณ์มันไม่ตายตัว และการเกิดขึ้นของความหมายอะไรสักอย่าง หลายครั้งมีเบื้องหลังที่คอยผลักดันเสมอ อย่าไป “อิน” กับมันมาก เพราะทุกอย่างมันถูกปรุงแต่งมาแล้วทั้งนั้น ใครจะรู้… บางทีสิ่งที่เราต่อสู้มาอาจย้อนกลับมามันอาจไม่สวยงามอย่างที่คิดก็ได้ สิ่งหนึ่งที่ Katniss สื่อกับเรามาตลอดทุกภาคก็คือ ท่ามกลางคนรอบข้างที่ล้วนเต็มไปด้วยการเมือง จงพยายามรักษาความเป็น “ปัจเจก” ของตัวเองเอาไว้ให้ได้ อย่ากลืนหายไปในระบบไม่ว่าจะของแคปิตอลหรือเขต 13 เหมือนอย่างที่เธอเลือกกระทำสิ่งต่างๆ โดยใช้ความรักและสัญชาตญาณในการกระทำสิ่งต่างๆ มากกว่า “ความอิน” ในเรื่องการเมือง

 

ความชอบส่วนตัว: 8/10

 

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

[Review] The Hunger Game: Catching Fire: จงอย่าลืมว่าใครคือศัตรูที่แท้จริง?

 

102914_HungerGamesMockingjayPart1_KatnissEverdeen

1 COMMENT

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here