[Review] เพชฌฆาต – ผมมันก็แค่ “ปลายน้ำ” (Spoil)

1
119
views

100812_1735_ThailandMov1

 

“เชาวเรศน์ จารุบุณย์” อาจไม่ชื่อที่คนทั่วไปคุ้นหูเท่าไหร่นัก แต่สำหรับคนที่ติดตามเรื่องราวในกระบวนการยุติธรรมหรืออาชญากรรมน่าจะคุ้นชื่อเป็นอย่างดี เพราะหน้าที่หนึ่งของเขาก็คือการเป็น “เพชฌฆาต” ลั่นไกสังหารนักโทษประหาร ซึ่งตลอดระเวลา 18 ปี (2527-2546) ของการปฏิบัติหน้าที่เพชฌฆาต เชาวเรศน์ได้ลั่นไกสังหารนักโทษไป 55 ราย ถือเป็นเพชฌฆาตที่ลั่นไกสังหารมากที่สุด ในจำนวนเพชฌฆาตปืนของไทยที่มีจำนวน 8 คน และยังได้ชื่อว่าเป็น “เพชฌฆาตคนสุดท้าย” ของไทยด้วย เพราะหลังจากปี 2546 เป็นต้นมา ไทยได้เปลี่ยนวิธีการประหารชีวิตจากการยิงเป้ามาเป็นการฉีดยาให้ตายแทน ซึ่งเรื่องราวของ “เชาวเรศน์ จารุบุณย์” ก็ได้ถูกนำมาถ่ายถอดในรูปแบบภาพยนตร์ภายใต้ชื่อ “เพชฌฆาต” (The Last Executioner) กำกับโดย “Tom Waller” และมี “วิทยา ปานศรีงาม” มารับบท “เชาวเรศน์ จารุบุณย์”

“เพชฌฆาต” เล่าเรื่องราว “เชาวเรศน์ จารุบุณย์” ตั้งแต่สมัยเด็กจนถึงห้วงสุดท้ายของชีวิต จากเด็กหนุ่มธรรมดาที่เล่นกีต้าร์เลี้ยงชีพในค่ายทหารอเมริกันยุคสงครามเย็น แต่ชีวิตผันแปรให้มาเข้ารับราชการที่เรือนจำกลางบางขวาง เพื่อให้มีรายได้มั่นคงเพียงต่อการสร้างครอบครัว จากตำแหน่งผู้ช่วยนักคุม เป็นพี่เลี้ยงนักโทษประหาร จนในที่สุด เชาวเรศน์ก็ก้าวเข้ามาเป็น “เพชฌฆาต” เต็มตัว แต่หนังเรื่องนี้ก็ไม่ใช่เพียงแค่บอกว่าชีวิตของเชาวเรศน์ผ่านอะไรมาบ้างเท่านั้น หากแต่ยังมีแก่นหลักสำคัญคือ การลงไปสำรวจในจิตใจของเชาวเรศน์ว่า ที่ผ่านมาเขารู้สึกอย่างไรกับหน้าที่ที่ได้รับ

ศีลข้อหนึ่งของศาสนาพุทธระบุว่า “ห้ามฆ่าสัตว์ตัดชีวิต” แต่ถ้าคนที่เราฆ่าเป็นคนร้ายละ เราจะบาปหรือเปล่า? คำตอบจากหลายคนอาจจะบอกไม่ เพราะทุกอย่างต้องดูอยู่ที่เจตนา แต่ถ้าสมมติให้คนเหล่านั้นไปทำหน้าที่เป็นเพชฌฆาตละ เชื่อมั่นว่ามีน้อยคนที่จะยอมทำ แถมบางคนอาจจะให้เหตุผลที่ไม่ยอมทำว่าเพราะ “กลัวบาป” ทั้งที่เพิ่งบอกไปว่าทุกอย่างอยู่ที่เจตนา “การฆ่า” ในความคิดของใครหลายคนยังเป็นเรื่องเลวร้ายเสมอ อาชีพอย่างเพชฌฆาตรวมไปถึงคนฆ่าสัตว์ ไม่ใช่อาชีพผิดกฎหมาย แต่ก็ห่างไกลกับคำว่าอาชีพในฝัน สำหรับสังคม พวกเขาอาจเป็นได้เพียง “ความชั่วร้ายที่จำเป็น” สิ่งที่น่าสนใจและกลายมาเป็นแก่นหลักของเรื่องก็คือ แล้วพวกเขามีวิธีการจัดการกับความรู้สึกนี้อย่างไร

ภายใต้เบื้องนอกที่ปกติ “เพชฌฆาต” ถ่ายทอดให้เห็นว่า ลึกๆ แล้ว “เชาวเรศน์” ก็ไม่ได้รู้สึกสนิทใจกับอาชีพนี้มากนัก หนังแสดงออกมาในลักษณะแบบ Surreal (เหนือจริง) ผ่านตัวละครอย่าง “ยมทูต” (เดวิด อัศวนนท์) ที่ตามติดเชาวเรศน์ นับตั้งแต่วันแรกที่เขารู้ตัวว่าต้องรับหน้าที่เพชฌฆาต และความแน่ใจในเรื่อง “กรรม” ของตัวเองก็ยิ่งทวีมากขึ้นในช่วงหลังๆ โดยเฉพาะเมื่อเขาเริ่มแหกกฎตัวเองด้วยการอ่านข่าวเรื่องของนักโทษคนหนึ่งก่อนจะโดนประหาร ยมทูตจากเดิมที่วนเวียนให้เห็นที่เรือนจำ เริ่มตามติดเขาไปยังสถานที่ต่างๆ และในที่สุดก็เข้ามาปรากฎในบ้าน ที่แสดงให้เห็นว่าเชาวเรศน์เริ่มปล่อยให้งานลุกล้ำพื้นที่ส่วนตัวมากขึ้น

มีข้อสังเกตอย่างหนึ่งถึงสัญลักษณ์ในเรื่องคือ “คางคก” (หรืออึ่งอ่าง ไม่แน่ใจ) ที่ช่วงหลังๆ เริ่มปรากฎให้เห็นมากขึ้นเรื่อยๆ พอๆ กับการปรากฎตัวของยมทูต เป็นไปได้หรือป่าวว่า ยมทูตคือตัวแทนของกรรมชั่ว คางคกก็น่าจะเป็นตัวแทนของกรรมดี เพราะเขาเคยบอกไม่ให้ลูกทำร้ายคางคก การปรากฎตัวของคางคกและยมทูตจึงเป็นเสมือนการสู้กันภายในจิตใจ ว่าหน้าที่เพชฌฆาตเป็นกรรมดีหรือกรรมชั่วกันแน่

หนังไม่ได้ให้คำตอบที่ชัดเจนว่าการกระทำของเขาเป็นกรรมดีหรือชั่ว อาจเพราะไม่ต้องการชี้นำ และถือเป็นการให้เกียรติด้วย แต่สิ่งที่ชัดเจนก็คือการแสดงให้เห็นถึงวิธีการที่เชาวเรศน์ใช้จัดการกับภาวะความสับสนนั้น ด้วยการกดมันไว้ ไม่ต้องหาคำตอบว่ามีดีหรือชั่ว และบอกกับตัวเองว่าทุกอย่างมันเป็นไปตาม “หน้าที่” คำพูดที่ว่า “เขาเป็นเพียงปลายน้ำ ไม่ใช่ต้นน้ำ” น่าจะเป็นประโยคกุญแจสำคัญของเรื่อง เป็นประโยคที่เป็นเสมือนเกราะป้องกันให้กับเชาวเรศน์ และเกราะนี้ก็ยิ่งแข็งแกร่งยิ่งขึ้น เมื่อเชาวเรศน์มีครอบครัวที่รักและเข้าใจในหน้าที่การงานของเขาคอยสนับสนุน ทำให้เขายังสามารถใช้ชีวิตอย่างปกติได้ หากเป็นคนอื่นไม่แน่อาจสติแตกไปแล้ว

ความรู้สึกและความกดดันของการทำหน้าที่เพชฌฆาต ทำให้เข้าเลยว่าทำไมต้องเปลี่ยนวิธีการประหารมาเป็น “ฉีดยา” ไม่ใช่เฉพาะเหตุผลเรื่องค่าใช้จ่าย หรือทำให้นักโทษประหารไปอย่างสบาย (บ้างก็บอกว่าสบายไป) แต่ในมุมของเพชฌฆาต การเปลี่ยนวิธีประหารอาจจะพอช่วยลดความรู้สึกผิดบาปหรือสับสนได้ในระดับหนึ่ง ยิ่งวิธีการฉีดยา กำหนดให้มีเจ้าหน้าที่ประหารมากกว่า 1 คน กดปุ่มให้ยาไหลเข้าสู่เส้นเลือด โดยที่แต่ละคนจะไม่รู้ว่าปุ่มไหนคือปุ่มจริงหรือปุ่มปลอม

อย่างไรก็ตาม แม้เป็นหนังที่มีประเด็นชวนคิดน่าสนใจ ฉีกแนวจากหนังไทยเรื่องอื่น และตัวหนังก็เก่งกาจในการสร้างบรรยากาศความอึดอัดและหดหู่ไปกับการประหารชีวิต แต่ “เพชฌฆาต” ก็ไม่ใช่หนังที่ดูสนุกนัก ช่วงกลางเรื่องมีเอื่อยๆ จนเกือบงีบเหมือนกัน และส่วนตัวยังรู้สึกว่าหนังยังสามารถขุดสำรวจจิตใจของเชาวเรศน์ได้ลึกกว่านี้อีก โดยเฉพาะบทสนทนาระหว่างเชาวเรศน์กับพิธีกร (นิรุตติ์ ศิริจรรยา) ที่คาดหวังไว้มาก แต่พอมาอยู่ในหนังจริงๆ กลับไม่เท่าไหร่ เลยทำให้ “เพชฌฆาต” กลายเป็นหนังที่ตั้งใจดีที่ไปไม่สุด

 

ความชอบส่วนตัว: 7/10

 

10275564_479280692217694_8942636214637492081_o

ซ้าย: เชาวเรศน์ จารุบุณย์ ตัวจริง ขวา: เชาวเรศน์ จารุบุณย์ ในหนัง แสดงโดย วิทยา ปานศรีงาม

 

ป.ล. นอกจาก “เชาวเรศน์ จารุบุณย์” แล้ว ยังมีเพชฌฆาตอีกคนหนึ่งที่มีชีวิตน่าสนใจไม่แพ้กัน เขาคนนั้นก็คือ “เหรียญ เพิ่มกำลังเมือง” ความน่าสนใจของเขาคือ การเป็นเพชฌฆาตดาบคนสุดท้ายของประเทศไทย โดยเหรียญได้ตัดคอนักโทษประหารไปจำนวน 53 ราย

หลังจากที่ไทยได้เปลี่ยนจากการประหารชีวิตด้วยวิธีกุดหัวมาเป็นยิงเป้า ในปี พ.ศ.2477 เหรียญก็ถือว่าหมดหน้าที่ไปโดยปริยาย อย่างไรก็ตาม ในปี พ.ศ.2499 เหรียญก็กลับมารับหน้าที่เพชฌฆาตอีกครั้ง เพียงแต่คราวนี้เปลี่ยนจากเพชฌฆาตดาบมาเป็นปืน ทำให้เขาเป็นคนเดียวที่ผ่านการประหารชีวิตทั้ง 2 รูปแบบ

เหรียญปฏิบัติหน้าที่เป็นเพชฌฆาตปืนช่วงสั้นๆ เพียง 3 ปี แต่ก็เป็น 3 ปีที่ได้ลั่นไกประหารนักโทษไป 47 ราย ถือเป็นเพชฌฆาตปืนที่ลั่นไกต่อปีสูงสุด และเมื่อรวมกับจำนวนนักโทษที่เหรียญได้ตัดคอไป 53 ราย ก็จะเป็น “100 ราย” พอดี เหรียญจึงมีอีกฉายานึงว่า “เพชฌฆาตร้อยศพ” 

 10478565_479969445482152_6031536367671374767_n

 

1 COMMENT

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here