[Review] The Lunchbox – อินเดียที่น่า “ค้นหา” และ “ลิ้มลอง”

2
114
views

the_lunchbox_2013-1024x576

 

“คนส่งปิ่นโต”

 
สถานที่ทำงานที่อยู่ไกล ทำให้ชายชาวอินเดียโดยเฉพาะนครมุมไบ ต้องตื่นตั้งแต่เช้ามืดเพื่อเดินทางไปทำงาน แต่ก็เพราะค่าครองชีพที่สูงอีกเช่นกัน ทำให้คนทำงานเหล่านี้ต้องพยายามประหยัดค่าใช้จ่ายในทุกทางรวมไปถึง “ค่าอาหารกลางวัน” นั่นทำให้เกิดอาชีพที่มีเฉพาะในอินเดียคือ “คนส่งปิ่นโต” หรือ “Dabbawala” ในภาษาฮินดี ทุกๆ เข้าหลังสามีไปทำงาน ภรรยาจะตื่นขึ้นมาทำอาหาร ใส่ปิ่นโต มอบให้คนส่งปิ่นโตนำไปส่งให้ที่ทำงานของสามีให้ทันภายในตอนเที่ยง เมื่อสามีกินเสร็จ คนส่งปิ่นโตก็จะรับปิ่นโตเปล่ากลับมา นำมาส่งให้ภรรยาที่บ้านภายในช่วงบ่าย

เป็นเช่นนี้ทุกๆ วันจนกลายเป็นเรื่องปกติของสังคมอินเดีย แต่ที่น่าทึ่งคือในขณะที่ธุรกิจส่งปิ่นโตต้องรับผิดชอบปิ่นโตวันละประมาณ 200,000 เถา แต่สถิติที่ผ่านมาพบว่า อัตราในการส่งผิดพลาดหรือช้ากว่ากำหนดของธุรกิจนี้แทบจะไม่มีเลย ประมาณว่ามีความผิดเพียง 1 ครั้งจากการส่งทุก 8 ล้านครั้ง น่าทึ่งยิ่งกว่าตรงที่การส่งแทบจะไม่ได้ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่อะไรช่วยเลย อาศัยการจดจำและการทำสัญลักษณ์ของคนส่งเท่านั้น ประเด็นคือ “แล้วถ้ามันเกิดส่งผิดพลาดละ” จะเกิดอะไรขึ้น

“The Lunchbox” คือหนังอินเดียที่เกิดขึ้นจากการสมมติเหตุการณ์ที่ว่านั้น ผลจากการส่งผิดที่ ทำให้คน 2 คนได้มารู้จักกัน และเริ่มสื่อสารกันผ่านทางปิ่นโต พล็อตแบบนี้ถ้าเปลี่ยนปิ่นโตเป็นจดหมายรัก หรือแม้แต่ “ไดอารี่” เราก็คงได้หนังรักโรแมนติกอีกเรื่องหนึ่ง แต่ถ้าอย่าคิดว่า The Lunchbox จะหยุดแค่นั้น หนังอาจเริ่มต้นด้วยโรแมนติกแบบ Feel Good แต่หลังจากนั้น The Lunchbox พาเราลงลึกไปเรื่อยๆ ไปพบกับชีวิตของแต่ละคน ที่ไม่โลกสวยแบบในละคร และยังถ่ายทอดภาพ “เอกลักษณ์” ของอินเดียไปพร้อมๆ กับการวิพากษ์สังคมอินเดียไปในตัวได้อย่างแนบเนียน ซึ่งทั้งหมดทำโดยไม่ต้องมีฉากเว่อร์ๆ หรือร้องเพลงวิ่งข้ามภูเขา ตามรูปแบบหนัง Bollywood เรื่องอื่นๆ

 

“ชายวัยเกษียณ”

 

“สัญจาร เฟอร์นันเดส” (อีร์ฟาน ข่าน) ชายวัยใกล้เกษียณซึ่งใช้ชีวิตตัวคนเดียว เพราะภรรยาเสียชีวิตไปนานแล้ว และตัวเขาเองก็ตัดสินใจเออลี่รีไทร์ ในช่วงเดือนสุดท้ายก่อนทำงาน เขาได้รับปิ่นโตจากการส่งผิด ที่นำไปสู่การติดต่อกับ “อิลา” แม่บ้านเจ้าของปิ่นโต ผ่านทางจดหมายที่ใส่เข้ามาในเถาปิ่นโต ความต่างจากหนังโรแมนติกเรื่องอื่น คือ สัญจารไม่ได้เป็นคนหนุ่ม และนิสัยเขาก็ดูไม่เป็นมิตรนัก ที่ผ่านมาเขาใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวมาเป็นเวลานาน หลังจากภรรยาจากไป เขาก็เหลือเพียงงานที่เขาทุ่มเททุกอย่างให้ วัฎจักรชีวิตแต่ละวันแทบไม่มีอะไรจะเปลี่ยน จนกระทั่งเมื่อเขาเริ่มรู้สึกพอกับงาน เขาก็ยังต้องเผชิญกับปัญหาใหญ่อีกครั้งหนึ่งนั่นก็คือ “แล้วเขาจะทำอะไรในวัยหลังเกษียณ”

วัยหลังเกษียณควรจะเป็นที่อยู่กับครอบครัว และปล่อยให้ลูกๆ หลานๆ เป็นคนดูแล แต่สำหรับสัญจารแล้ว เขาไม่มีใครแล้ว ถึงที่ผ่านมาเขาจะใช้ชีวิตตัวคนเดียวมาเกือบตลอด และทำให้คนอื่นเห็นว่าเขาเองก็เข้มแข็งที่จะอยู่คนเดียวได้ แต่ลึกๆ แล้ว ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า เองก็รู้สึกเหงาเหมือนกัน เห็นได้จากหลายครั้งที่เขาชอบจ้องมองเพื่อนบ้านนั่งรวมกลุ่มกินข้าวกันเป็นครอบครัว หรือไม่บางครั้งก็ชอบหยิบรายการโปรดของภรรยาขึ้นมาดูซ้ำแล้วซ้ำอีก สำหรับสัญจาร สิ่งที่ได้จากการส่งปิ่นโตผิด จึงไม่ใช่แค่การได้ลิ้มรสอาหารที่แตกต่าง หรือได้รู้จักผู้หญิงที่ไม่เห็นหน้า แต่ยังช่วยสร้างความหวัง สร้างเป้าหมายให้กับชีวิตหลังวัยเกษียณว่า “เขาควรจะทำอะไรต่อไป” 

แต่ขณะเดียวกันการได้รู้จักกับ ผ่านทางปิ่นโต ก็ทำให้ เริ่มตระหนักว่าตัวเองนั้น “แก่” มากขึ้นเพียงไร ที่ผ่านมาเขาทุ่มเทไปกับงาน และใช้ชีวิตแต่ละวันแบบเดิมๆ กว่าจะรู้ตัวก็ตอนเมื่อจะเกษียณ เขาเริ่มรู้สึกว่าตัวเองแก่ขึ้นมาก สิ่งต่างรอบตัวแม้จะดูเหมือนเดิม แต่ถ้าลงลึกในรายละเอียดจะพบว่ามันเปลี่ยนไปแล้ว มันเกิดมานานแล้ว แต่เขาไม่ได้สังเกต เพราะที่ผ่านมาทั้งชีวิตคือเรื่องงาน นี่คืออีกปัญหาหนึ่งของคนวัยเกษียณ “การปรับตัวไม่ทันกับความเปลี่ยนแปลง” และเป็นปัญหากลายมาเป็นอุปสรรคในการสานความสัมพันธ์ระหว่างเขากับ “อิลา” “อีร์ฟาน ข่าน” มอบการแสดงที่นิ่งแต่กินใจ น้อยแต่มาก กับบทบาทชายวัยเกษียณผู้นี้

 

“แม่บ้านอินเดีย”

 

“อีลา” (นิมรัตน์ กอร์) เป็นแม่บ้านอินเดียขนานแท้ แม้ว่าบทบาทของผู้หญิงอินเดียจะดูดีขึ้นกว่าสมัยก่อน อย่างน้อยก็ตรงที่ไม่ต้องมีพิธีสตีแล้ว แต่สำหรับอีลา บทบาทหลังของเธอก็ยังมีแค่การเป็นแม่บ้าน ดูแลบ้าน ทำอาหาร และดูแลครอบครัว เกือบทั้งเรื่องเราจะเห็นได้เลยว่า อีลาอยู่เพียงแค่ในบ้านเท่านั้น ออกไปนอกบ้านเพียงไม่กี่ครั้ง เมื่อสังคมจำกัดกรอบให้เหลือเพียงแค่นี้ สำหรับแม่บ้านอินเดีย สิ่งสำคัญสุดก็คือ “สามี” ที่นอกจากจะเป็นหัวหน้าครอบครัวแล้ว ยังเป็นเสมือนหลักยึดในการมีชีวิตอยู่ของแม่บ้านอินเดียด้วย อีลาจึงพยายามอย่างยิ่งที่จะฟื้นฟูความสัมพันธ์กับสามีเธอ ซึ่งนั่นก็ออกมาในรูปแบบของการทำอาหารมัดใจ โดยได้รับความช่วยเหลือจากคุณป้าที่อาศัยอยู่ห้องข้างบน แต่ผิดแผนก็ตรงปิ่นโตของเธอไปไม่ถึงสามี แต่ไปที่ “สัญจาร เฟอร์นันเดส” แทน

การได้รู้จักกับสัญจารผ่านปิ่นโตอาหารกลางวัน นอกจากจะทำให้อีลามีเพื่อนคุย ระบายความในใจสารพัดทุกข์สุขดิบแล้ว ในอีกทางหนึ่ง มันคือ การเปิดเส้นทางให้อีลารู้จักคนอื่นนอกเหนือจากสามีเธอ และทำให้เธอคิดได้ว่าบางทีแม้ไม่มีสามีของเธอ เธอและลูกก็อาจจะยังอยู่ได้ เป็นแนวคิดที่ค่อนข้างกบฎต่อสังคมอินเดียเลยทีเดียว เพราะโดยพื้นฐานอินเดียยังมองว่าไม่ว่าสามีจะเป็นยังไง ภรรยาก็ยังมีหน้าที่ต้องดูแลสามี ซึ่งในหนังก็สะท้อนมาผ่านตัวละครอย่างคุณป้าห้องข้างบนที่ต้องดูแลคุณลุงที่วันๆ เอาแต่นอนนิ่งจ้องพัดลมบนเพดาน หรือแม่ของอีลาเองที่ต้องอยู่ดูแลพ่อของอีลาที่นอนป่วยมาตลอด ทั้งหมดดูจะเป็นเรื่องของหน้าที่มากกว่าความรักหรือความผูกพันในครอบครัว

สังคมอินเดียคือ “สังคมฮินดู” ที่มีเรื่องวรรณะเป็นแนวคิดพื้นฐาน แม้ปัจจุบันแนวคิดนี้ลดระดับไปเยอะแล้ว แต่การกำหนดที่ทางของแต่ละคนว่าควรมีบทบาทอย่างไรก็ยังฝังรากลึกอยู่ในสังคมอินเดีย อย่างน้อยก็ในครอบครัว ผู้หญิงถูกคาดหวังว่าให้ดูแลบ้าน ขณะที่ผู้ชายถูกคาดหวังว่าให้เป็นผู้นำครอบครัว ในแง่หนึ่ง The Lunchbox จึงมีนัยของการเรียกร้องสิทธิให้กับผู้หญิงชาวอินเดีย ว่าพวกเธอสามารถมีชีวิตและตัดสินใจได้ด้วยตัวเองโดยไม่อยู่ภายใต้สามีอีกต่อไป จากหนังรักโรแมนติกพล็อตคลาสสิก The Lunchbox มาได้ไกลมากจริงๆ

 

“เอกลักษณ์ภารตะ”

 

ส่วนตัวไม่คุ้นกับหนัง Bollywood นัก และคิดว่าคนไทยส่วนใหญ่ก็คงไม่คุ้นเช่นกัน หลายคนยังมีทัศนคติแง่ลบต่อประเทศนี้ เมื่อพูดถึงอินเดีย สิ่งแรกๆ ที่เราจะนึกถึงคือความวุ่นวาย แออัด กลิ่นเหม็น และสกปรก น่าสนใจที่ The Lunchbox ไม่ได้ทำเป็นว่าสิ่งนั้นไม่มีอยู่จริง ตรงกันข้ามหนังกับกระตือรือร้นภาพเหล่านั้นเสียเหลือกัน ทั้งที่ทุนสร้างส่วนหนึ่งของหนังก็มาจากรัฐ สภาพจราจรที่คับคั่ง ความแออัดของรถไฟ ถนนหนทางที่ไม่สะอาดเรียบร้อย ฯลฯ เหล่านี้ยังคงอยู่ในหนังอย่างครบถ้วน แต่น่าทึ่งตรงที่ท่ามกลางความวุ่นวายเหล่านั้น หนังกลับสามารถสร้างอารมณ์โรแมนติกให้เกิดขึ้นได้ การเล่าเรื่องแบบเนิบๆ ช้าๆ ที่ตัดสลับกับความวุ่นวายแออัดของนครมุมไบ ก็ดูจะทำให้หนังเรื่องนี้มีสเน่ห์ขึ้นมาอย่างน่าประหลาด

แม้หนังจะโชว์ภาพที่ไม่สวยงามของอินเดียให้เห็นอยู่มากมาย รวมถึงตัวหนังเองก็ยังจิกกัดและวิพากษ์สังคมภารตะอยู่ไม่น้อย แต่ขณะเดียวกันแง่มุมดีๆ อย่างอาหารอินเดียหรืออาชีพคนส่งปิ่นโต ก็สอดแทรกเข้าไปในเนื้อเรื่องได้อย่างแนบเนียน The Lunchbox อาจไม่ได้พลิกภาพอินเดียให้เป็นเมืองที่สวยงาม แต่หนังที่สำเร็จคือการทำให้อินเดียเป็นเมืองที่ “น่าค้นหา” และทำให้หนังอินเดียกลายเป็นสิ่งที่ “น่าลิ้มลอง”
 

 

ความชอบส่วนตัว: 10/10

 

the-lunchbox-filmbild-108~_v-image853_-7ce44e292721619ab1c1077f6f262a89f55266d7

2 COMMENTS

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here