[Review] The Perks of Being a Wallflower: ดอกไม้ริมกำแพงที่เจ็บจี๊ด…ไปถึงหัวใจ

2
41
views
 

หนึ่งในพล็อตหนังคลาสสิกพล็อตหนึ่งของโลกก็คือ พล็อตที่ว่าด้วย “ตัวละครวัยรุ่นธรรมดาๆ คนหนึ่ง หนักไปในทางเก็บตัวหรือไม่มีใครคบ ต้องเข้าไปใช้ชีวิตอยู่ในสิ่งแวดล้อมใหม่ ซึ่งที่นั่นเขาพยายามปรับตัวให้เข้ากับสังคมรอบตัว แม้จะดูลำบากในช่วงแรก แต่ไม่นานเขาก็จะได้พบเพื่อนกลุ่มหนึ่งที่กลายมาเป็นเพื่อนสนิทและค่อยๆ เปลี่ยนตัวเขาให้กลายเป็นคนใหม่” นี่เป็นพล็อตที่ถูกเล่าซ้ำมาแล้วหลายครั้ง จนเกือบจะเรียกได้ว่าเชย และทำให้ The Perks of Being a Wallflower ที่เลือกจะเล่าเรื่องด้วยพล็อตแบบนี้อีกครั้ง จึงดูไม่ค่อยน่าสนใจเท่าไหร่เมื่อแรกเห็น จนกระทั่งเมื่อได้ชมก็จะพบว่า ดอกไม้ดอกนี้มีดีกว่าที่คิด และมันสามารถเล่าเรื่องพล็อตเชยๆ ได้มีสเน่ห์ได้อย่าง “ประหลาด”

 

The Perks of Being a Wallflower เป็นเรื่องของชาลี (โลแกน เลอร์แมน) เด็กหนุ่มที่อยู่อย่างโดดเดี่ยวและมีปัญหาในการเข้าสังคม นอกจากคนในครอบครัวแล้ว ชาลีไม่มีเพื่อนเลย เปรียบเสมือนดอกไม้ในซอกกำแพงที่ไม่มีใครสนใจแม้ว่ามันจะสวยเพียงไรแต่ก็มักถูกมองผ่าน เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อชาลีเข้าเรียนชั้นไฮสคูล ที่ซึ่งเขาตั้งปณิธานกับตัวเองไว้ว่าจะหาเพื่อนให้ได้ แต่เส้นทางที่วาดไว้ก็ดูจะผ่านไปอย่างทุลักทุเล เขากลายเป็นคนไม่มีที่ยืนในสังคมโรงเรียน ถ้าหากว่าเขาไม่ได้รู้จักกับรุ่นพี่อย่างแซม (เอ็มมา วัตสัน) และแพทริค (เอสร่า มิลเลอร์) ที่กลายมาเป็นเพื่อนสนิทของเขา และเปลี่ยนตัวเขาไปทีละนิดในทางที่ดี แต่มิตรภาพที่แน่นแฟ้นนี้ก็กำลังถูกสั่นคลอนด้วยความหลังอันเจ็บปวดของชาลีและเพื่อนๆ รวมไปถึงกับการที่เขาไม่ได้คิดกับแซมแค่เพื่อนอีกต่อไป

 
 

จะเห็นได้ว่า The Perks of Being Wallflower เจริญรอยตามพล็อตคลาสิกที่ว่าไว้แทบทุกอย่าง แต่จุดที่ทำให้หนังเรื่องนี้แตกต่างจากหนังแนวเดียวกันอีกหลายพันเรื่องก็คือ การเล่าเรื่องที่มีสเน่ห์ ละมุนละไม และไม่เร่งหรือพยายามสร้างสถานการณ์เพื่อบีบคั้นอารมณ์มากเกินไป แทรกด้วยมุขตลกและบทเพลงเพราะๆ อยู่เป็นระยะ แม้จะดูเหมือนเอื่อยๆ เรื่อยๆ แต่มันกลายมาเป็นความโดดเด่นที่ส่งอารมณ์ของตัวละครไปจนถึงจุดพีคท้ายเรื่องได้อย่างงดงาม เสมือนดอกไม้ริมกำแพงที่ค่อยๆ ผลิบาน จากที่ไม่ค่อยมีใครสนใจ รู้ตัวอีกทีมันก็เป็นดอกไม้ที่เข้ามาจับใจเราไปแล้ว

 
 

สิ่งที่ทำ The Perks of Being Wallflower ทำให้เรารู้ก็คือ การที่ใครสักคนจะกลายเป็นคนที่แปลกแยกในสังคม อาจไม่ใช่ความตั้งใจของเขา แต่เป็นเพราะสิ่งที่เขาเคยเผชิญมากในอดีต แต่ละคนล้วนแต่มีปัญหาส่วนตัวที่เราเก็บซ่อนไว้ด้วยกันทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับว่าเราจะยอมรับและจัดการกับปัญหาเหล่านั้นได้มากแค่ไหน ชาลีคือคนที่มีปัญหาเช่นนั้น ความทรงจำในวัยเยาว์ที่มีต่อการจากไปของป้าเฮเลนซึ่งเป็นป้าของเขา ได้ทำให้เขากลายเป็นคนโดดเดี่ยวและไม่เข้าสังคม บ่อยครั้งที่เขามักจะเห็นภาพหลอนของป้าเฮเลนเป็นระยะ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเขายังไม่สามารถหลุดจากปัญหาดังกล่าวได้ มันอาจดูเป็นเรื่องเล็กในสายตาคนอื่น แต่สำหรับเขามันคือกำแพงขนาดใหญ่ในชีวิต การเข้ามาของแซมและแพทริคได้เข้ามาช่วยกร่อนทลายกำแพงในใจของเขา และเปลี่ยนให้เขากลายเป็นคนใหม่ พร้อมๆ กับที่ชาลีเองก็เริ่มเรียนรู้ว่าแซมและแพทริครวมไปถึงเพื่อนในกลุ่มเขาล้วนแต่เคยผ่านสิ่งเลวร้ายมาด้วยกันทั้งสิ้น ชาลีจึงไม่ใช่แต่คนที่คอยรับความช่วยเหลือแต่ขณะเดียวกับเขาก็ช่วยเหลือเพื่อนๆ ด้วย ซึ่งมันสะท้อนให้คนดูอย่างเรารู้สึกถึงคำว่า “มิตรภาพ” แต่มิตรภาพในเรื่องนี้ก็ได้เก่งกาจถึงขนาดที่ว่าแก้ปัญหาได้ทุกเรื่อง ชาลีและเพื่อนๆ อาจเพียงช่วยกันเปิดทางให้เท่านั้น แต่ต้นเหตุของปัญหาจริงๆ เจ้าตัวต้องเป็นคนที่แก้เอง สิ่งที่ชาลีได้เรียนรู้จากการเป็นเพื่อนกับแพทริคกับแซม จึงไม่ใช่เพียงแค่การเปิดตัวเองสู่สังคมเท่านั้น แต่คือความกล้าที่จะหันมาเผชิญหน้ากับอดีตของตัวเอง

 
 

ความโดดเด่นอีกอย่างของหนังเรื่องนี้ คือการเล่าเรื่องเกี่ยวกับ “ปัญหา” ที่ตัวละคนแต่คนเคยเผชิญ ในขณะที่หนังเรื่องอื่นมักจะเล่าปัญหาของแต่ละคนออกมาโดยตรง แต่เรื่องนี้กลับเลือกที่จะเล่าอย่างอ้อมๆ ผ่านภาพ flash-back หรือคำบอกจากเล่าจากคนอื่น โดยเหลือพื้นที่ให้เราปะติดปะต่อเรื่องราวหนหลังเอาเอง สิ่งที่เกิดขึ้นคือในขณะที่เราไม่รู้ว่าปัญหาที่แท้จริงเหล่านี้คืออะไร แต่เราเริ่มรับรู้ได้ว่า ปัญหาที่แต่ละคนเคยเผชิญมัน “ต้องยิ่งใหญ่และเลวร้าย” มากแน่ๆ แต่ในขณะเดียวกันเราก็จะไม่รู้สึกดราม่าฟูมฟายกับปัญหาเหล่านั้นอย่างเกินเหตุ เพราะสิ่งที่หนังต้องการสื่อก็คือ “ไม่ว่าคุณจะเคยเจออะไรมาในอดีต สิ่งสำคัญคือปัจจุบัน” จุดนี้ทำให้หนังเรื่องนี้โดนใจใครหลายคน เพราะแม้เราจะไม่เคยมีหรือมีชีวิตเหมือนกับชาลีหรือตัวละครอื่นในเรื่อง แต่เราก็สามารถซึมซับความรู้สึกและมีอารมณ์ร่วมไปกับหนังได้ไม่ยาก

 
 

ที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือเหล่านักแสดงที่เรียกได้ว่า เพราะถ้าไม่มีพวกเขาก็คงไม่อินกันขนาดนี้ โดยเฉพาะ 3 นักแสดงหลัก โลแกน เลอร์แมนเล่นได้แนบเนียนกับบทชาลีที่ถ่ายทอดของการเป็นคนไม่โดดเด่นในสังคมแต่ก็แฝงไปด้วยความน่ารักเหมือนดอกไม้ริมกำแพงตามชื่อเีรื่อง โดยเฉพาะในซีนอารมณ์ที่ตีบทแตกกระจุย ขณะที่บทแซมของเอมม่า วัตสัน ก็ทำให้เราลืมเฮอร์ไมโอนี่ถือไม้กายสิทธ์ไปเลย กับภาพลักษณ์กับวัยรุ่นสาวที่ดูภายนอกเหมือนจะเปรี้ยวและแรงแต่ก็ซ่อนไว้บางอย่างภายใน แต่ที่ขโมยซีนสุดๆ หนีพ้นเอสร่า มิลเลอร์ในบทแพทริค ที่เป็นมากกว่าัตัวสร้างสีสัน เพราะทำให้เราสามารถทั้งหัวเราะ เศร้า สงสาร และตกใจไปกับทุกครั้งที่ออกมา ที่น่าสนใจในขณะที่นักแสดงแต่ละคนต่างอายุ 20 ขึ้น แต่กลับสมบทเด็กไฮสคูลได้อย่างไม่ขัดเขิน และช่วยเติมเติมความสมบูรณ์ให้หนังเรื่องนี้

 
 

ถ้าจะให้พูดถึงความรู้สึกที่มีต่อ The Perks of Being a Wallflower ก็คงบอกได้ว่า นี่ไม่ใช่หนักเรียกน้ำตาที่ดราม่าเข้าเส้น แล้วก็ไม่ใช่หนังฟีลกู้ดที่โลกสวยไปทั้งเรื่อง แต่มันเป็นหนังที่ดูแล้วไม่ฟูมฟมาย แต่ทำให้น้ำ “รื้น” อยู่ในดวงตาได้ เพราะ “จี๊ด” เข้าไปถึงหัวใจ โดยเฉพาะใครเหงาหรือเคยเหงาจะยิ่งจี๊ดเป็นทวีคูณ อาจฟังดูเว่อร์ไปบ้าง แต่คุณต้องลองพิสูจน์เอง

 
 

ทิ้งท้ายด้วยประโยคหนึ่งในหนังที่ชอบมาก

 
 
“We accept the love we think we deserve”

2 COMMENTS

  1. อยากถามว่า แผ่นจะออกเมื่อไหร่คะ อยากดูมากๆเรื่องนี้ แต่ไม่ได้ไปดูตอนที่มันฉายในโรงคะ เสียดายมากๆ

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here