[Review] The Post – วารสารศาสตร์ที่ควรค่าแก่การจ่ายเงินซื้อ

0
197
views

ปี 1971 ขณะที่สหรัฐอเมริกายังติดพันอยู่ในสงครามเวียดนามซึ่งลากยาวมาเป็นระยะเวลาเกือบ 20 ปีแล้ว “Daniel Elsberg” (Matthew Rhys) เจ้าหน้าที่ของรัฐ ผู้เคยลงพื้นที่จริงในสงครามเวียดนาม เหนื่อยหน่ายกับคำโกหกของรัฐบาลว่าสถานการณ์กำลังเป็นไปด้วยดี ทั้งที่ความจริงมันไม่ตรงกับสิ่งที่เขาพบเจอเสียเลย นั่นจึงเป็นที่มาของเหตุการณ์ที่เรียกว่า “Pentagon Papers” เมื่อ Daniel ได้ลักลอบเอกสารลับ “United States – Vietnam Relations, 1945-1967: A Study Prepared by the Department of Defense” ความหนากว่า 7,000 หน้า ว่าด้วยบทบาทของสหรัฐฯ ในสงครามเวียดนาม ซึ่งเปิดเผยเรื่องราวมากมายที่รัฐบาลพยายามปกปิดไว้ โดยเฉพาะสาเหตุแท้จริงที่สหรัฐฯ ยังต้องทำสงครามกับเวียดนามนั่นเพื่อ “รักษาหน้า” เท่านั้น

ลองคิดดูประชาชนสหรัฐฯ หลายล้านคนที่ต้องส่งลูกหลานไปทำสงครามยังแดนไกล ในสงครามที่รัฐบาลรู้ว่าไม่มีทางจะชนะ เพียงเพื่อรักษาหน้าให้รัฐบาล จะรู้สึกเช่นไร เมื่อ Daniel เผยแพร่เอกสารนี้ไปยังสื่อหนังสือพิมพ์ เริ่มจาก The New York Times มันกลายเป็นข่าวใหญ่ทันทีโดยไม่ต้องสงสัย แน่นอนรัฐบาล Richard Nixon ไม่ยอมอยู่เฉย ใช้วิถีทางต่างๆ รวมทั้งคำสั่งศาล ห้ามหนังสือพิมพ์ทุกฉบับเผยแพร่เอกสารเหล่านี้เช่นกัน

ณ ขณะนั้น หนังสือพิมพ์ “The Washington Post” เป็นอีกสำนักที่ได้เอกสารลับชิ้นนี้มา และอยู่ในภาวะการตัดสินใจครั้งสำคัญว่าควรจะตีพิมพ์หรือไม่ ด้านหนึ่งมันคือพันธกิจของสื่อที่ต้องนำเสนอความจริง แต่อีกด้านหนึ่งการเปิดเผยอาจเท่ากับละเมิดอำนาจศาล ที่อาจส่งผลร้ายแรงถึงขั้นปิดหนังสือพิมพ์ โดยเฉพาะเมื่อหนังสือพิมพ์กำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อการเข้าเป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ด้วย และนั่นคือเรื่องราวของ “The Post”

ถ้าวัดกันในแง่ของความเข้มข้นในกรรมาวิธีให้ได้มาซึ่งข่าว หรือการสู้รบชิงไหวชิงพริบระหว่างสำนักข่าวกับคนต้นข่าวแล้ว “The Post” นั้นยังค่อนข้างห่างชั้น “Spotlight” หรือ “All the President’s Men” หลายเท่านั้น เพราะเรื่องนำเสนอภาพความคลาสสิคและอุดมคติของการทำข่าวหนังสือพิมพ์ ที่นักข่าวมีสภาพไม่ต่างจากนักสืบ ซึ่งต้องใช้ทั้งทักษะ ไหวพริบ และความอดทนพยายามในการเข้าหาข่าวทีละขั้นๆ จนเจอความจริง แต่ใน The Post นั้น จะเน้นจุดสำคัญไม่ได้อยู่ที่ได้ข่าวมายังไง แต่จะเปิดเผยข่าวนั้นหรือไม่ต่างหาก และไม่ได้พูดถึงแค่เรื่องของนักข่าวคนใดคนหนึ่ง แต่พูดถึงภาพรวม “องค์กรข่าว” ว่าควรจะตัดสินใจยังไงในสถานการณ์เช่นนี้

ซึ่งถ้าเราเชื่อว่า หนังแต่ละเรื่องมักมีนัยยะแฝงอยู่เสมอ สิ่งที่ The Post ต้องการจะบอก คือการส่งสารถึงองค์กรสื่อในยุคปัจจุบัน ยุคที่สื่อไม่ใช่ผู้ผูกขาดช่องทางข่าวสาร เทคโนโลยีที่ผันแปรไปอย่างรวดเร็ว หลากหลายสื่อประสบปัญหาทางธุรกิจจนไปต่อไม่ไหว ขณะที่บางส่วนก็เลือกจะลดคุณภาพตัวเอง หันไปจับข่าวหวือหวา Clickbait เพราะเชื่อว่าจะทำเงินได้ แต่กลายเป็นความน่าเชื่อถือขององค์กรสื่อที่ลดต่ำลงไปอีก (อย่างที่เราเห็นว่ามันเกิดกับกับหลายองค์กรสื่อในไทย) ในสถานการณ์เช่นนี้ องค์กรสื่อต่างๆ ทำเช่นไร

คำตอบของ The Post คงจะเป็น พึงรักษาคุณภาพตัวเองเอาไว้ เพราะ “คุณภาพกับกำไรนะ มันไปด้วยกันได้” อย่างไรก็ตาม คงตื้นเขินเกินนักไปถ้าจะบอกว่า แค่เพียงมีอุดมการณ์แล้วทุกอย่างจะดีเอง สิ่งสำคัญไม่แพ้ความมุมานะของนักข่าว ก็คือความสามารถในเชิงธุรกิจของผู้บริหาร ทั้งหมดต้องไปด้วยกัน และนั่นคือบทบาทของ “Katharine Graham” (Meryl Streep) เจ้าของหนังสือพิมพ์ The Washington Post

ในขณะที่มุมของคนข่าวที่นำโดย “Ben Bradlee” (Tom Hanks) บรรณาธิการ ตัดสินใจแน่วแน่ว่า “ตรูต้องตีพิมพ์ให้ได้” การไม่ตีพิมพ์คือความขี้ขลาด แต่ในมุมของเจ้าของหนังสือพิมพ์อย่าง Katharine นั้นมีอะไรให้คิดมากกว่านั้น จริงอยู่เสรีภาพในการพูดเป็นสิ่งสำคัญ แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือคนที่จะคอยรับประกันให้เราสามารถใช้เสรีภาพนั้นได้ สิ่งที่ Katherine ทำไม่ใช่เพียงเพื่อให้บริษัทได้เข้าตลาดหุ้นเท่านั้น แต่คือการรักษาหนังสือพิมพ์ไว้ เพื่อให้หนังสือพิมพ์ได้ใช้เสรีภาพต่อไปเรื่อยๆ นำเสนอความจริงได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่กล้าเพียงครั้งเดียวแล้วก็โดนกลบฝังไม่ได้พูดอีกเลย

“คุณภาพกับกำไรไปด้วยกันได้” คือสิ่งที่ Katerine เชื่อมั่น และใน The Post เราได้เห็นบทบาทของเธอในการจะรักษา 2 สิ่งนั้นไว้ เธอสู้ในแบบของเธอ ในวิถีทางของเธอ ที่คนอื่นอาจไม่เห็น แต่ทำให้องค์กรอยู่รอดได้ และรอดแบบยังคงรักษาคุณภาพไว้ด้วย The Washington Post ในยุคของ Katerine อาจเป็นตัวอย่างให้กับองค์กรสื่อปัจจุบันเห็นว่า ทางรอดไม่ใช่การลดคุณภาพ แต่คือการคงรักษาไว้หรือเพิ่มขึ้นยิ่งขึ้นไปอีก ให้คนรู้สึกว่าเราคือ “วารสารศาสตร์ที่ควรค่าแก่การจ่ายเงินซื้อ” (ศัพท์โดย อ.สฤนี อาชวานันทกุล) ซึ่งจะเป็นเช่นนั้นได้ นอกจากมีทีมข่าวฝีมือดีแล้ว ผู้บริหารก็มีบทบาทไม่แพ้กัน พูดง่ายๆ คือทั้งองค์กรต้องมีความร่วมมือร่วมใจ สนับสนุนซึ่งกันและกันในการขับเคลื่อนองค์กรให้รอดพ้นจากวิกฤตินี้ ผู้บริหารสนแต่กำไรก็ไปไม่รอด หรือนักข่าวเอาแต่ใจตัวเองก็ไปไม่รอดเช่นกัน

อันที่จริงแล้ว แม้แต่ The Washington Post ในปัจจุบันก็เป็นตัวอย่างนั้นได้ The Washington Post ก็ไม่ต่างจากสื่อหนังสือพิมพ์หลายๆ ฉบับที่ประสบปัญหาทางการเงิน จนกระทั่งเมื่อปี 2013 “Jeff Bezos” CEO ของ Amazon ก็ใช้เงินส่วนตัวซื้อกิจการหนังสือพิมพ์แห่งนี้ และพลิกฟื้นมันจนกลับมามีกำไรได้ ซึ่งในบทความเรื่อง “สื่อในศตวรรษที่ 21 (9): เคล็ดลับของ Jeff Bezos ในการฟื้น Washington Post” (https://thaipublica.org/2017/12/bezos-washington-post/) ของ อ.สฤณี อาชวานันทกุล ได้สรุปคำแนะนำการบริหารของ Jeff ที่น่าจะเป็นแนวทางอนาคตสำหรับหนังสือพิมพ์ได้ ดังนี้

  • สื่อต้องเน้นที่ตัวคนอ่านก่อน ไม่ใช่โฆษณา
  • สื่อไม่มีทางลดขนาดลงไปเรื่อยๆ แล้วคิดว่าจะยังสำคัญอยู่ได้
  • สื่อไม่ควรมองหาเศรษฐีใจบุญหรือการกุศล
  • สื่อต้องใช้เทคโนโลยี แต่ต้องไม่ตกเป็นทาสของมัน

ว่าแล้วเมื่อมองย้อนกลับมายังประเทศไทยก็ได้แต่สงสัยว่า องค์กรสื่อในไทยได้ดำเนินไปในทางนั้นมากแค่ไหน…เฮ้อหลายฉบับ หลายสำนักนี่แทบอยากเรียกค่าเสียหายที่ทำให้เสียเวลาอ่านด้วยซ้ำ

อันที่จริง The Post ยังมีอีกประเด็นที่น่าสนใจ คือการเป็นหนังที่เชิดชู “พลังของสตรี” เพราะด้วยเพศสภาพที่เป็น “ผู้หญิง” นั่นทำให้ Katharine ไม่ได้รับการเชื่อถือจากบอร์ดบริหารคนอื่นๆ หลายคนมองว่าเธอได้ตำแหน่งมาโดยความฟลุ๊คเพราะสามีตาย ความไม่เชื่อมั่นนั้นแม้ไม่ได้บอกมาตรงๆ แต่ Katharine ก็รู้สึกได้ และเมื่อรับมันมากเข้าๆ กลายเป็นทำให้เธอก็ไม่มั่นใจและไม่ตระหนักถึงพลังอำนาจของตัวเองเช่นกัน

ในวงการสื่อสารมวลชน ที่แม้จะดูมีภาพลักษณ์ของ “ความก้าวหน้า” แต่เราก็จะเห็นว่ายังมีพื้นที่ให้กับผุ้หญิงค่อนข้างน้อย ไม่นับ Katerine ที่หลายคนมองเธอเป็นผู้บริหารแค่ในนาม ผู้หญิงคนอื่นๆ ในเรื่องดูจะมีบทบาทแค่เพียงเลขานุการ ไม่ก็เป็นนักข่าวสายสังคม ในขณะที่ข่าวหนักๆ อย่างการเมือง การต่างประเทศ ยังเป็นพื้นที่ของนักข่าวชายเสียเป็นส่วนใหญ่

สิ่งที่ The Post ทำคือการปลุกให้ผู้หญิง ซึ่งในเรื่องมี Katharine ตระหนักถึงพลังของตัวเอง หนังค่อยๆ ฉายให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของ Katerine จากเดิมที่ไม่มั่นใจ ไม่โต้เถียง คอยทำงานปิดทองอยู่หลังพระเงียบๆ กลายเป็นคนที่มีคุณสมบัติเป็นผู้นำอย่างเต็มตัว ซึ่งไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม (คิดว่าตั้งใจนะ) The Post ก็วางตัวเองเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริม Social Movement เรื่องสิทธิสตรีที่กำลังเป็น Trend หลักในปัจจุบัน

โดยสรุปคือ The Post อาจเป็นหนังที่มีเรื่องราวเกิดขึ้นในอดีต แต่จุดประสงค์หลักคือการคุยกับปัจจุบันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นประเด็นองค์กรสื่อ เสรีภาพ การเมือง และสิทธิสตรี

ป.ล. ดูจบแล้วแนะนำให้ดู All the President’s Men ต่อ เป็นเรื่องราวของการทำข่าวคดี Watergate ของนักข่าว The Washington Post ซึ่งตอนจบของ The Post ก็คือฉากเริ่มต้นของ All the President’s Men

 

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.