[Review] The Railway Man – สงครามสร้างรอยแผล

1
33
views

The-Railway-Man

จุดเด่นของ The Railway Man ที่ทำให้แตกต่างจากหนังสงครามเรื่องอื่น คือแม้จะมีฉากสงครามเป็นองค์ประกอบ แต่มันไม่ใช่จุดหลัก เพราะสิ่งที่เน้นจริงๆ คือชีวิตและเรื่องราวของตัวละครในอีก 35 ปีให้หลังสงคราม หนังพาเราไปสำรวจตัวละครเหล่านี้ ที่แม้สงครามจะจบไปแล้ว แต่สงครามมันยังคงตามหลอกหลอนในจิตใจ ในความฝัน จนเกือบทำให้ชีวิตปกติไม่ได้ และอาจเพราะจุดนี้เองที่ทำให้ The Railway Man กลายเป็นหนังที่ฉายภาพความโหดร้ายของสงครามออกมาได้สุดแสนสะเทือนใจ แม้ว่าจะไม่ได้มีฉากแอคชั่นหรือฉากโหดขอการสู้รบอะไรมากมาย

หนังเริ่มต้นด้วยการพาไปรู้จักกับ “Eric Lomax” (Colin Firth) อดีตทหารผ่านศึกชาวอังกฤษ ในวัย 50 กว่า ผู้ชื่นชอบเรื่องราวเกี่ยวกับรถไฟ และรถไฟนี่เองที่ทำให้เขาพบกับ “Patricia Wallace” (Nicole Kidman) ซึ่งต่อมากลายเป็นภรรยาของเขา แต่มีอีกด้านหนึ่งที่ Patricia ยังไม่รู้นั่นคือในทุกๆ คืน Eric ยังคงฝันเห็นภาพความเจ็บปวดจากสงครามสมัยที่เขาถูกญี่ปุ่นจับเป็นเชลยไปทำ งานในค่ายสร้างรถไฟที่กาญจนบุรี ประเทศไทย สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 และมันรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จน ต้องหาทางจัดการเรื่องนี้ก่อนจะสูญเสียสามีเธอไป

หนังดำเนิน เรื่องสลับไปมาระหว่างเรื่องราวในอดีตสมัยสงครามเมื่อปี 1945 กับในช่วงปี 1980 ซึ่งในส่วนหลังดูจะน่าสนใจกว่ามาก เพราะหนังยังทำได้ไม่ถึงเท่าไหร่ในการนำเสนอภาพสงคราม จริงอยู่ค่ายรถไฟที่กาญจนบุรี อาจจะไม่ได้มีเรื่องของการสู้รบอะไรมากมาย แต่ในแง่ความเป็นอยู่หนังก็มีโอกาสที่จะถ่ายทอดความโหดร้าย ความหดหู่ออกมาได้มากกว่านี้ ตรงนี้คือปัญหาใหญ่เพราะมันอาจทำให้เราไม่อินกับช่วงเวลา 35 ปีต่อมาว่าทำไมยังฝันร้ายอยู่ 

หนังยังมีปัญหาใน การหลอมรวมองค์ประกอบ หลายครั้งรู้สึกว่าผู้กำกับ (Jonathan Teplitzky) พยายามเล่นและทดลองอะไรบางอย่างมากเกินไป เราจึงได้ซีนที่ดีๆ เมื่อดูแยกเป็นซีนๆ มากมาย แต่พอเอาซีนเหล่านั้นมารวมกัน กลับไม่สามารถส่งให้หนังโดดเด่นขึ้นได้ อย่างไรก็ตาม สิ่งเหล่านี้ก็ทดแทนได้ด้วยพลังการแสงของดารานำ ทั้ง Colin Firth และ Jermy Irvine ในบท Eric Lomax วันแก่และวัยหนุ่ม รวมถึงฝั่งญี่ปุ่นอย่าง Hiroyuki Sanaka ที่รับบท “Nagase” วัยแก่ อดีตทหารญี่ปุ่นที่เคยร่วมทรมาน Eric ในช่วงสงคราม

ภาพของญี่ปุ่นในเรื่องนี้ก็ไม่ต่างจากญี่ปุ่นในหนังสงครามโลกครั้งที่ 2 เรื่องอื่นๆ คือยังเป็นภาพของความโหดร้าย ป่าเถื่อน (แต่ไม่ถึงกับปีศาจใน The Flowers of War)  ซึ่งก็ช่วยไม่ได้เพราะมันก็มีเค้าโครงมาจากสิ่งที่ญี่ปุ่นเคยทำจริงในช่วง สงคราม (คงมีไทยนี่แหละที่มีมุมมองบวก อาจเพราะอิทธิพลของคู่กรรมส่วนหนึ่ง) อย่างไรก็ตามญี่ปุ่นในเรื่องนี้มีส่วนคล้ายกับเยอรมันใน Downfall ตรงที่แม้จะโหดร้ายแต่ก็มีมุมมองความเป็นมนุษย์มากขึ้น ซึ่งสะท้อนผ่านตัวนากาเสะ ที่ต้องทนทุกข์กับการกระทำของเจาในอดีตเช่นเดียวกัน

ใน ขณะที่ Eric ถูกหลอกหลอนจากภาพความรุนแรงที่เขาเคยได้รับ จนอาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เขาปิดตัวเองและเลือกทุ่มความสนใจไปที่รถไฟแทน เพราะคิดว่าถ้ามีเส้นทางรถไฟที่ดีแล้ว จะได้ไม่มีใครโดยจับมาสร้างทางรถไฟเหมือนที่เขาเคยโดนอีก ฟากนากาเสะแม้ภายนอกจะเหมือนใช้ชีวิตอย่างปกติ แต่ภายในความโหดร้ายยังคงหลอกหลอนเขา และมันคือความโหดร้ายที่เขามีส่วนร่วม มันจึงเป็นความหดหู่ที่ปนไปด้วยความรู้สึกผิดที่ไม่สามารถบอกใครได้ เพราะเขาคือผู้กระทำ แม้แต่กับญี่ปุ่นด้วยกันเอง สภาพของนากาเสะในตอนท้ายก็ไม่ต่างอะไรจากคนทรยศและคนเสียเกียรติ สิ่งที่ทำได้คือการหลอกตัวเองว่าเขาก็คือเหยื่อเช่นกัน หันไปสนใจกับการแสวงบุญและทำงานเพื่อความปรองดองแทน

ฉากการพบ กันของ Eric และ Nagase ใน 35 ปีให้หลังคือฉากที่ดีที่สุดของหนัง นักแสดงทั้งสองคนถ่ายทอดอารมณ์ทั้งความโกรธแค้น เศร้าโศก หดหู่ สงสัย และรู้สึกผิดออกมาได้ถึงขีดสุด และยังเป็นฉากที่ถ่ายทอดแก่นของหนังมาได้อย่างดีเยี่ยม สงครามสร้าง รอยแผลให้กับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นผู้แพ้ ผู้ชนะ ผู้ถูกกระทำ หรือแม้แต่ผู้กระทำก็ตาม และการจะยุติรอยแผลนั้นได้บางทีไม่ใช่ด้วยการลืม แต่เป็นการเผชิญหน้าและเข้าใจมัน นี่ทำให้ The Railway Man เป็นหนังสงครามที่ไปได้ไกลกว่าหนังสงครามมาก


ความชอบส่วนตัว: 8/10
THE RAILWAY MAN

 

1 COMMENT

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here