[Review] The Secret Life of Walter Mitty – To See Life; See the World

1
45
views

the-secret-life-of-walter-mitty-teaser-quad-poster

ชื่อของ “Ben Stiller” น่าจะคุ้นเคยกันในฐานะนักแสดงตลกมากกว่า ดังนั้นออกจะเป็นความรู้สึกประหลาดๆ ปนแปลกใจไม่น้อย ยิ่งรู้ว่าหนังเรื่อง “The Secret Life of Walter Mitty” เรื่องนี้ นอกจากจะแสดงนำแล้ว Ben ยังควบหน้าที่ผู้กำกับและอำนวยการสร้างด้วย แม้ผลงานกำกับของ Ben เรื่องก่อนๆ อย่าง Tropic Thunder จะการันตีเรื่องความสนุก แต่นั่นก็เป็นหนังตลกแนวถนัดของเขา ไม่ใช่หนังดราม่าผสมแฟนตาซีแบบเรื่องนี้ อย่างไรก็ตาม ต้องขอชมทีมประชาสัมพันธ์เรื่องนี้ ที่ทั้งการตัดตัวอย่างหนังและโปสเตอร์ที่ปล่อยออกมา ดึงดูดให้อยากดูไม่น้อย และทำให้อยากรู้ว่าเรื่องราวของ The Secret Life of Walter Mitty จริงๆ มันเป็นยังไงกันแน่ ซึ่งพอได้ดูแล้วก็พบว่ามัน “เกินคาด” จริงๆ

แม้ The Secret Life of Walter Mitty จะได้รับเสียงลบจากเหล่าบรรดานักวิจารณ์เสียเยอะ แต่โดยส่วนตัวแล้วกลับดูสนุกมาก เป็นหนังที่ทำให้เรามีความสุข ทั้งตอนที่ดู และตอนที่ออกจากโรงมาแล้ว ตัวเนื้อเรื่องของ The Secret Life of Walter Mitty เป็นเรื่องราวของ “Walter Mitty” (Ben Stiller) มนุษย์เงินเดือนในวัย 40 กว่า ที่ชีวิตช่างจืดชืด ไร้ซึ่งสีสัน ทำอะไรตามแบแผนอยู่ตลอดเวลา ซึ่งดูจะขัดแย้งกับนิตยสาร “Life” ที่เขาทำงานอยู่ ที่เน้นเรื่องการออกไปมองโลกมองชีวิตให้มากขึ้น แต่สิ่งหนึ่งที่ Mitty ต่างจากคนอื่นๆ (บางทีอาจไม่ต่าง เพียงแต่เยอะกว่าคนอื่นๆ) นั่นคือ Mitty จะมีช่วงเวลา “สติหลุด” ตัดขาดจากเหตุกาณ์รอบข้าง และพาตัวเองเข้าไปจมอยู่กับความคิดบางอย่าง ที่จะว่าไปก็คล้ายๆ กับอาการ “ฝันกลางวัน” คนรอบตัวอาจมอง Mitty เป็นตัวประหลาดและตัวตลกขบขันจากอาการนี้ แต่สำหรับตัว Mitty เอง อาการสติหลุดเป็นเสมือน “โลกส่วนตัว” ที่เปิดโอกาสให้ตัวเขาได้ทำตามใจได้อย่างเต็มที่ เพราะว่าในชีวิตเขาไม่สามารถทำได้และ “ไม่กล้า” ทำนั่นเอง

แต่แล้วชีวิตอันแสนปกติของ Mitty ก็ต้องเปลี่ยนไป เมื่อ Life ได้ปรับโครงสร้างบริษัท ทั้งยังตัดสินใจปิดตัวฉบับหนังสือ เพื่อเข้าสู่การเป็น Life Online เต็มตัว และพวกเขาต้องการใช้รูป “หมายเลข 25” ของ “Sean O’Connell” เป็นภาพปกนิตยฉบับสุดท้าย ปัญหาคือ Mitty ซึ่งทำหน้าที่ผู้ดูแลฟิล์มเนกาทีฟ กลับหารูปหลายเลข 25 ของ O’Connell ไม่เจอ เพื่อรักษาหน้าที่การงานของเขาและเพื่อนร่วมงานเอาไว้ Mitty จึงต้องออกจากวงจรชีวิตเดิมๆ เพื่อเดินทางไปตามหา O’Connell โดยมี “Cheryl Mellhoff” (Kristen Wiig) เพื่อนร่วมงานสาวที่เขาแอบรักข้างเดียว เป็นแรงผลักดันสำคัญ

ถ้าจะมีใครที่ดู The Secret Life of Walter Mitty แล้วฟินที่สุด ก็คงหนีไม่พ้นเหล่ามนุษย์เงินเดือน เพราะนี่คือภาพจำลองชีวิตพวกเขาชัดๆ ชีวิตที่ครั้งหนึ่งพวกเขาเคยเต็มไปด้วยความฝัน อยากค้นหา อยากเดินทาง แต่แล้วเมื่อถึงวันหนึ่งพวกเขาก็ทำได้เพียงทำตัวให้เข้าเป็นส่วนหนึ่งของระบบ กลายเป็น “อีกคนหนึ่ง” ที่ใช้ชีวิตไปตามแบบแผนที่ไร้ซึ่งสีสัน และโยนความฝันที่เคยวาดหวังไว้ให้อยู่แต่ใน “ฝันกลางวัน” เท่านั้น เช่นเดียวกับ Mitty ครั้งหนึ่งเขาเคยชอบการเดินทาง ไว้ผมทรงโมฮ็อค ชื่นชอบสเก็ตบอร์ด แต่การจากไปของพ่อกลายเป็นจุดเปลี่ยน ให้เขาละทิ้งสิ่งที่หวัง กลายเป็น Mitty ผู้จืดชืดในปัจจุบัน ซึ่งแม้แต่ตัวเขาก็แทบจะลืมไปแล้วว่า “ครั้งหนึ่งเขาเคยมีความฝันและสนุกกับการเดินทาง”

แต่อย่าเพิ่งคิดว่า The Secret Life of Walter Mitty จะเป็นเพียงหนังตะกายหาความฝันแบบหนังแนวเดียวกันเรื่องอื่นๆ เท่านั้น เพราะสิ่งที่ได้จากเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องไปถึงฝั่งฝัน แต่เป็นเรื่องของ “ระหว่างทาง” ต่างหาก การที่ Mitty ตัดสินใจเดินจากเส้นชีวิตเดิมเพื่อไปตามหา O’Connell นั้น นั่นคือการเปลี่ยนชีวิตของเขาแล้ว ไม่ว่าสุดท้ายของจะตามหารูปหมายเลข 25 เจอหรือไม่ หรือจะเจอ O’Connell หรือป่าว นั่นไม่สำคัญอีกแล้ว ตรงนี้เองที่อาจทำให้เหล่านักวิจารณ์ไม่ชอบหนังเรื่องนี้ เพราะอาจไปมองว่าแก่นสารคือจุดหมาย ทำให้เมื่อหนังในช่วงหลังเล่าเรื่องแบบไม่ค่อยมีจุดหมาย เลยอาจไม่ชอบใจนัก แต่สำหรับเราแล้ว แก่นสารของเรื่องจริงๆ คือการที่ Mitty กล้าออกไปเผชิญโลกต่างหาก
นอกจากเนื้อหาจะโดนใจไม่น้อย ชวนให้อยากออกไปมองโลกเหมือนอย่าง Mitty บ้างแล้ว อีกอย่างที่โดดเด่นมากในหนังเรื่องนี้ คือ “งานด้านภาพ” เรียกว่าแค่เข้าไปดูวิวทิวทัศน์ ซึ่งใช้ทั้งนิวยอร์ค กรีนแลนด์ ไอซ์แลนด์ และเทือกเขาหิมาลัย เป็นฉากหลัง ก็คุ้มแล้ว เพราะนอกจากวิวจะสวยแล้ว มุมมองการถ่ายภาพยิ่งเพิ่มความสวยงามเข้าไปอีก การได้เห็นทิวทัศน์ที่แปลกตาไปเหล่านี้ยังสอดคล้องกับตัวหนังที่ต้องการให้เราออกไปมองโลกด้วย และคงไม่เกินนักถ้าจะยกให้เรื่องนี้เป็นหนังที่ถ่ายภาพได้สวยที่สุดของปีนี้ นอกจากนี้ งานด้านดนตรีประกอบ และลูกเล่นด้านภาพต่างๆ ก็ทำได้อย่างยอดเยี่ยม รวมไปถึงมุขตลกต่างๆ โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับอาการสติหลุดของ Mitty ก็ใส่มาได้อย่างพอเหมาะ ทำให้หนังไม่ดูเครียดหรือแห้งแล้งเกินไป แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ทำให้หนังตลกจนหลุดแนวไป

นิตยสาร Life ที่ Mitty ทำงานอยู่คือ “To see life; see the world” ออกไปมองชีวิต มองดูโลก คำขวัญนี้ไม่ได้บอกว่าเราควรบอกไปดูชีวิตใคร หรือไปดูส่วนไหนของโลก แต่เพียงแค่ให้เรากล้าจะที่ออกไปเท่านั้น เพราะระหว่างทางมันมีคุณค่าไม่แพ้ปลายทาง ไม่อย่างงั้นมันก็จะกลายเป็นเพียง “ฝันกลางวัน” ที่ได้แต่ฝันเท่านั้น นับเป็นอีกหนังที่เกินคาดมากและเหมาะกับคนที่ต้องการเติมไฟชีวิตมากที่สุด

ความชอบส่วนตัว: 9/10

7_6766_L

1 COMMENT

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here