[Review] The Shape of Water – ดึงเทพนิยายลงมาสัมผัสกับความจริง (Spoil)

0
389
views

หมายเหตุ: มีการเปิดเผยเนื้อหาสำคัญ (Spoil)

 

หลายคนว่า “ความรักไม่มีพรมแดน” แต่ไม่มีพรมแดนในที่นี้ เอาเข้าจริงก็มีขอบเขตอยู่ สังคมเรายอมรับได้เฉพาะความรักระหว่างสิ่งที่อยู่ในระดับเดียวกันเท่ากัน ซึ่งอาจหมายถึงได้ทั้งมีสปีชีส์เดียวกัน หรือมีระดับพัฒนาความคิดในระดับที่เพียงพอเหมือนกัน (ไม่ได้หมายถึงโง่หรือฉลาด) ด้วยเหตุนี้ ความรักระหว่างผู้ใหญ่กับเด็กอายุน้อยมากๆ จึงเป็นสิ่งต้องห้าม ด้วยความคิดว่า เด็กยังมีพัฒนาการทางความคิดที่ไม่สมบูรณ์ เช่นเดียวกัน ความรักข้ามสปีชีส์ระหว่างคนกับสัตว์ก็เป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ และเข้าขั้นวิตถาร เพราะแตกต่างทั้งในด้านสปีชีส์และระดับสติปัญญา (อย่างไรก็ตาม เราสามารถมีความรักต่อสัตว์ได้ในแง่การนับญาติเป็นคนในครอบครัว)

กระนั้นใช่ว่าจะไม่มีเรื่องราวความรักระหว่างคนกับสัตว์เอาเสียเลย เทพนิยายของ Disney ก็มี Beauty and the Beat หรือ The Princess and the Frog ขณะที่บ้านเราเองก็มีนิทาน/วรรณคดีหลายเรื่องที่สื่อถึงความสัมพันธ์ระหว่างคนกับสัตว์ หรือสัตว์ต่างชนิดกัน ไม่ว่าจะในพระอภัยมณี หรือรามเกียรติ แต่ว่าไปพวกนิทาน/วรรณคดีพวกนี้ก็มักมาในแนวสัตว์นั้นแท้จริงคือคนที่โดนสาป หรือเป็นสัตว์ที่มีสถานะไม่ธรรมดา (เช่น เป็นเทพจุติมา) หรือไม่ก็สัตว์นั้นสามารถกลายร่างเป็นคนหรือมีลักษณะที่ใกล้เคียงความเป็นคน (ไม่ว่าจะในแง่รูปร่างหรือระบบความคิดสติปัญญา) กลายเป็นเรื่องราวความรักอันแสนโรแมนติกไป

“The Shape of Water” เอาเข้าจริงก็มีเรื่องราวที่กึ่งๆ จะเป็นเทพนิยาย เล่าถึงความรักความสัมพันธ์ระหว่าง “Elisa Esposito” (Sally Hawkins) หญิงใบ้ (จากการที่กล่องเสียงถูกทำลายตั้งแต่เป็นทารก) ซึ่งทำงานเป็นภารโรงในศุนย์วิจัยของรัฐบาลในช่วงสงครามเย็น และที่นั่นเธอได้พบกับ “พรายน้ำ” (Doug Jones) สิ่งมีชีวิตรูปร่างประหลาดที่รัฐบาลจับมาทดลอง แม้จะคนละสายพันธุ์ แต่อาจเพราะความรู้สึกว่าตัวเองนั้นทั้งแปลกแยกและโดดเดี่ยวจากสังคมรอบข้าง ทำให้ Elisa เชื่อมต่อความรู้สึกเข้ากับพรายน้ำจนเกิดเป็น “ความรัก” และคิดจะพาเขาหลบหนีออกจากศูนย์วิจัยแห่งนี้

การดำเนินเรื่องและการสร้างโลกในหนังเรื่องนี้เริ่มแรกให้อารมณ์ราวกับเรากำลังนั่งดูหนังเทพนิยายของ Disney ทั้งการมองโลกแง่ดีของนางเอก มีกิจวัตรอันประจำวัน และการมีความสุขกับสิ่งเล็กๆ น้อยรอบกาย มีเพื่อนผู้แสนดี มีตัวร้ายที่น่ารังเกียจ มีฉากของโลกที่แสนธรรมดาแต่น่าหลงใหล ไปจนถึงการใช้ดนตรีประกอบที่แสนชวนฝันอยู่ไม่น้อย กระทั่งในช่วงบางยังมีการใช้เพลงมาประกอบในการเล่าเรื่องอีก

แต่ในขณะที่หนังสร้างโลกราวกับเทพนิยาย ไม่นานหนังก็เริ่มดึงเทพนิยายลงมาสัมผัสความจริงมากขึ้นเรื่อยๆ Elisa ไม่ได้มีหน้าตาสวยหรือหลงใหลชวนมองแบบเจ้าหญิง Disney และกิจวัตรประจำวันของเจ้าหญิง Disney คงไม่มีการ “ช่วยตัวเอง” ทุกเช้ามืดก่อนออกไปทำงานเป็นแน่ (หรืออาจมีแต่แค่ไม่โชว์) หรือพรายน้ำถึงที่สุดแล้วก็คือพรายน้ำ ไม่ได้แปลงกายเป็นชายหนุ่มรูปงาม แถมร่างพรายน้ำเองก็ไม่ได้ชวนมองน่าสัมผัสเหมือนเจ้าชายอสูร ที่สำคัญเทพนิยายสำหรับเด็กๆ คงไม่พูดถึงการมี Sex หรือฉากเลือดสาดอย่างโจ่งแจ้งแบบนี้แน่ๆ

The Shape of Water จึงเป็นเทพนิยายที่ไม่โรแมนติกนัก เพราะในขณะที่หนังพยายามพาเราไปยังความฝันอันสวยงาม แต่ขณะเดียวกันหนังก็คอยกระตุ้นจิตใต้สำนึกเราที่ถูกหล่อหลอมจากการเติบโตในสังคมว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมัน “วิปริต” มันน่าขยะแขยงแค่ไหน โดยเฉพาะฉาก Sex ที่มองมุมหนึ่งก็สวยงามตามองค์ประกอบภาพ แต่อีกมุมหนึ่งก็รู้สึกขนลุกขนชันไม่น้อย จนเราไม่แน่ใจว่าควรจะรู้สึกอย่างไรดีกับความรักครั้งนี้ ซึ่งนั่นไม่ใช่ไม่ดี เพราะเข้าใจว่าหนังต้องการปั่นหัวเราในเรื่องนี้อยู่แล้ว แล้วก็ทำสำเร็จเสียด้วย ซึ่งก็ทำให้เรากลับมาคิดเหมือนกันว่า ตกลงแล้วเส้นแบ่งความโรแมนติกกับความวิปริตมันอยู่ตรงไหนกันแน่

และในขณะที่หนังดึงเทพนิยายลงมาสัมผัสความจริงนั้น สิ่งหนึ่งมาพร้อมกันคือ การเป็นหนังที่บอกเล่าเรื่องราวของ “คนชายชอบ” คนที่ถูกละทิ้งสังคมกระแสหลัก ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิง คนพิการ คนผิวสี เพศที่สาม หรือกระทั่งพรายน้ำ เหล่านี้คือคนชายขอบที่สังคมให้ค่าพวกเขาต่ำกว่าชนกลุ่มหลักในสังคม หรือบางทีถึงรังเกียจและพยายามกำจัดคนชายขอบเหล่านี้ออกไปจากสังคม อย่างที่เราเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นในศูนย์วิจัย ผู้หญิงกับคนผิวสีมีบทบาทมากสุดแค่ในฐานะภารโรง หรือสิ่งที่รัฐบาลกระทำต่อพรายน้ำ ก็สะท้อนมุมมองที่ว่า เมื่อมันไม่ใช่พวกเรา ก็กำจัดมันซะ ตัว Elisa เองนั้นแม้จะเป็นคนมองโลกในแง่ดีแค่ไหน แต่ทั้งสถานะผู้หญิงแถมยังพิการอีก ทำให้เธอไม่รู้สึกสนิทใจกับสังคมรอบข้างได้เท่าที่ควร นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เธอต่อติดกับพรายน้ำ สิ่งมีชีวิตที่เป็นชายขอบเหมือนกันเช่นเดียวกันเธอ

แต่ในสังคมที่มีการแบ่งขนชั้นอย่างชัดเจนแบบนี้ ใช่ว่าจะทำร้ายเฉพาะกลุ่มคนชายขอบเท่านั้น แม้แต่คนที่เป็นชนกลุ่มหลัก ก็ถูกกฎเกณฑ์และความคาดหวังของสังคมเล่นงานได้เช่นกัน นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นกับ “Richard Stickland” (Michael Shannon) นายทหารผู้ดูแลโปรเจคพรายน้ำ และเป็นตัวร้ายของเรื่อง เขาคือตัวแทนชายผิวขายที่พยายามไปให้ถึงจุดที่สังคมมองว่าประสบความสำเร็จ มีครอบครัวอันแสนสุข มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง มีบ้าน มีรถ มีชีวิตที่มั่นคง และที่สำคัญได้รับการยกย่องนับถือ (รวมถึงเกรงกลัว) จากคนรอบข้าง Richard ไม่ได้ชอบพรายน้ำ และดูเหมือนจะไม่ค่อยแฮปปี้กับงานที่ทำเท่าไหร่ แต่เขาก็ทำเพราะมันเหมือนจะเป็นทางเดียวที่จะไปถึงจุดสูงสุดตามที่สังคมคาดหวังเอาไว้

มันจึงไม่น่าแปลกใจเมื่อ Richard จะหัวเสียและโหดร้ายมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเขารู้สึกว่ามีสิ่งที่คอยขัดขวางไม่ให้เขาไปถึงจุดนั้นมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งการที่โดนพรายน้ำกัดนิ้วจนขาด แม้เขาจะพยายามเอามาต่อ ทั้งๆ ที่รู้ว่ามันไม่สามารถเป็นเหมือนเดิมได้อีก แต่ความรู้สึกว่าตัวเองต้องพิการมันเจ็บปวดกว่านิ้วขาดจริงๆ เสียอีก เพราะมันหมายถึง เขาไม่ใช่คนที่สมบูรณ์แบบอีกแล้ว นอกจากนี้ การที่รถ Cadilac ที่เป็นเครื่องหมายของคนประสบความสำเร็จ ถูกพวก Elisa ชนจนเสียหาย หรือการได้รู้ว่า กลุ่มคนที่ลักพาตัวพรายน้ำไปจากความดูแลของเขา เป็นเพียงภารโรงหญิงพิการ ไม่ใช่ขบวนการทหารที่ถูกฝึกมาอะไรทั้งสิ้น เหล่านี้ยิ่งทำให้ Richard รู้สึกเสียหน้าและถูกหยามเกียรติมากขึ้นเรื่อยๆ

การตามล่า Elisa และพรายน้ำของ Richard จึงไม่ใช่แค่เรื่องงานเท่านั้น มันกลายเป็นเรื่องการกู้คืนเกียรติและศักดิ์ศรีตามความคาดหวังของสังคมกลับคืนมาไปแล้ว นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้เราชอบตัวร้ายนี้ในเรื่องนี้เป็นพิเศษ มันมีพื้นหลังว่าทำไมเขาถึงกลายเป็นคนแบบนั้นได้

The Shape of Water เข้าชิง 13 รางวัล Oscars และกวาดรางวัลจากเวทีต่างๆ มาแล้วมากมาย ซึ่งก็สมศักดิ์ศรีตัวหนังนั่นแหละ เป็นหนังรางวัลที่ดูไม่ยาก แต่ก็ไม่ง่ายจนเกินไป อาจไม่โรแมนติกหรือชวนให้หลงใหลมากนัก แต่ก็ยากจะปฏิเสธในคุณงามความดีของมันไม่ว่าจะในแง่การแสดง การเล่าเรื่อง หรือการสร้างภาพยนตร์ ที่สำคัญมันคงทำให้เรามองเทพนิยายข้ามสายพันธุ์ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.