[Review] Thor: The Dark World – ลิเกอวกาศที่มีจุดเด่นตรงตัวละคร (Spoil)

0
37
views
widescreen_1680x1050

หลังจากไปสมทบกับเพื่อนๆ The Avengers ช่วยกู้โลกเมื่อปีก่อน ก็ถึงเวลาที่ Thor เทพเจ้าสายฟ้าจะเดินทางกลับคืนสู่ Asgard และผจญภัยในเรื่องราวของตัวเองอีกครั้ง ซึ่งในครั้งนี้ใช้ชื่อภาคว่า “The Dark World” เล่าเรื่องราวต่อจากเหตุการณ์ในภาคแรก 2 ปี เมื่อ “Thor” (Chris Hemsworth) ต้องเผชิญหน้ากับศัตรุใหม่อย่าง “Malekith” (Christopher Eccleston) จากเผ่า Dark Elf ที่วางเป้าหมายเปลี่ยนจักรวาลคืนสู่ความมืดมิดอีกครั้งนึง โดยกุญแจสำคัญของแผนการนี้อยู่ดันไปอยู่ในตัวของ “Jane Foster” (Natalie Portman) หวานใจของ Thor งานนี้เลยจำเป็นต้องไปขอความช่วยเหลือจากน้องชายตัวแสบ “Loki” (Tom Hiddleston) ที่ภาคนี้โดนจับขังในคุกใต้ดินหลังจากไปสร้างวีรเวรไว้ใน The Avengers

เทียบกับเืพื่อนๆ ซูเปอร์ฮีโร่ The Avengers ด้วยกัน Thor เป็นเรื่องที่สร้างยากที่สุด เพราะในขณะที่เรื่องอื่นพยายามยึดโยงกับความเป็นจริงหรือวิทยาศาสตร์ให้มากที่สุด แต่ต้นเรื่องของ Thor กลับเป็นเรื่องราวของ “เทพ” แม้ว่าในภาคแรกจะเปลี่ยนจาก “เทพ” ให้กลายเป็น “มนุษย์ต่างดาว” แห่งดาว Asgard ซึ่งเป็นต้นกำเนิดวิทยาการและทำหน้าที่คุ้มครองดาวบริวารอีก 8 พิภพ (ซึ่งโลกคือ 1 ในนั้นเรียกว่า “Midgard”) แต่ดูจะไม่ประสบความสำเร็จนัก เพราะในภาคแรกยังคงมีความเป็น “ลิเกอวกาศ” ค่อนข้างสูงอยู่มาก อย่างไรก็ตาม เสน่ห์ของตัวละครก็ช่วยให้ Thor ภาคแรกผ่านพ้นมาได้ด้วยดี

ในภาค 2 The Dark World หนังหันมาเน้นเรื่องราวในพิภพอื่นนอกจากโลกมากขึ้น โดยเฉพาะใน Asgard ในแง่งานสร้างแล้ว Thor ภาคนี้พยายามใส่ความเป็น Sci-fi มากขึ้น เพื่อลบความเป็นลิเกอวกาศในภาคแรก ซึ่งเหล่านี้สะท้อนผ่านมาทางอาวุธและยานอวกาศโดยเฉพาะจากฝั่ง Dark Elf ที่ชวนให้นึกถึง Star Wars แต่ขณะเดียวหนังก็ยังความ “โบราณ” ไว้ในหลายส่วน โดยเฉพาะอาวุธและวิถีการดำเนินชีวิตของชาว Asgard ที่อดประหลาดใจไม่ได้ว่า นี่คือดาวที่มีวิทยากรสูงสุดใน 9 พิภพจริงหรือ? เพราะในขณะที่ Dark Elf ขนปืนมาเป็นกระตั๊ก ในมือทหารชาว Asgard กลับมีเพียง “ดาบและโล่ห์” เท่านั้น (แต่อาจเป็นดาบวิเศษก็ได้นะ เพราะมักสู้ชนะตลอด) อย่างไรก็ตาม การที่ Thor: The Dark World พาเราไปทัวร์ยังพิภพต่างๆ มากขึ้น ก็เป็นโอกาสให้โชว์งานสร้าง (CG) ของตัวเอง ซึ่งก็ยอมรับเลยว่าหลายฉากโดยเฉพาะใน Asgard ออกมาสวยจริงๆ

สำหรับส่วนเนื้อเรื่อง ก็ไม่มีอะไรใหม่นัก หนังแทบจะเดินสูตรทุกอย่าง ซึ่งส่วนหนึ่งก็เกิดจากข้อจำกัดของตัว Thor เองที่ไม่ใช่มนุษย์ ไม่ใช่ซุปเปอร์ฮีโร่แบบสวมหน้ากาก แถมมีพลังติดตัวมาตั้งแต่เกิด เลยไม่มีปมอะไรให้เล่นได้มากเท่าเพื่อนๆ The Avengers ปมเรื่องครอบครัวและการพิสูจน์ตัวเองก็เล่นไปแล้วในภาคก่อน ในขณะที่ประเด็นเรื่องความขัดแย้งระหว่าง Thor กับพ่อ หรือความผูกพันระหว่าง Loki กับแม่ ซึ่งพยายามใส่มาภาคนี้ ก็ยังไม่โดดเด่นหรือกินใจจนทำให้เกิดความรู้สึกร่วมกับหนังมากนัก ด้านวายร้ายประจำภาคนี้อย่าง Malekith แม้จะดูน่ากลัว แ่ต่เอาเข้าจริงก็ไม่ได้โดดเด่นจนน่าจดจำแต่อย่างใด กระนั้นก็ถือว่ายังดีกว่า “Destroyer” ในภาคก่อน ที่ตอนแรกดูเทพมาก แต่ก็โดน Thor ทุบทีเดียวตาย

ด้วยความเป็นลิเกอวกาศและเนื้อเรื่องที่แทบไม่มีอะไร ทำให้ดูเหมือน Thor: The Dark World จะไปไม่รอด แต่ก็เช่นเดียวกับภาคก่อน หนังยังเอาตัวรอดได้เพราะสามารถจับจุดได้ว่า “เสน่ห์ของ Thor ก็คือเสน่ห์ของตัวละคร” โดยเฉพาะตัวละครหลักอย่าง Thor, Loki และ Jane ซึ่งการได้ Chris, Tom และ Natalie มารับบทตัวละครเหล่านี้ถือเป็นโชคดีอย่างมาก เพราะพวกเขาสามารถทำให้ตัวละครเหล่านี้มีสีสันและน่าประทับใจ ท่ามกลางเนื้อเรื่องที่ค่อนข้างจืดชืด เรียกได้ว่าเราอาจจำไม่ว่าหนังเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร แต่เราจะสามารถจดจำตัวละครเหล่านี้ได้

Chris กลับมารับบท Thor อีกครั้ง ซึ่งตัวละครของเขาในภาคนี้ดูจะหล่อและเท่กว่าในภาคก่อนหรือใน The Avenger เสียอีก อาจด้วยทรงผมที่ดูสวยงามขึ้น (ผมสวยกว่านางเอกเสียอีก) หรือบุคลิกตัวละครที่ในภาคนี้ดูสุขุมมากขึ้น ในขณะที่ Natalie ในบท Jane ที่ภาคนี้บทบาทเยอะขึ้นก็ยังคงน่ารักเหมือนเดิม แต่ที่ประทับใจสุดๆ คือ Tom ในบท Loki ที่แม้ภาคนี้จะออกไม่เยอะ แต่ทุกครั้งที่ออกมา พี่แกแย่งซีนกระจาย เป็น Loki ที่มีสีสันและคาดเดาไม่ถูกว่าเจ้าหมอนี่จะมาไม้ไหนอีก และถึงจะร้ายแค่ไหน Tom ก็สามารถทำให้คนดูรักตัวละครนี้ได้ จนอยากจะสร้างภาคแยกให้กับเขาเลย เสน่ห์ของตัวละครเหล่านี้ ยังถูกเสริมแต่งด้วยมุขตลกต่างๆ ที่ภาคนี้ใส่มามากมาย โดยในช่วงครึ่งหลัง ทำให้พอจะมองข้ามเนื้อเรื่องโดยรวมที่ไม่มีอะไรไปได้บ้าง

พลังของนักแสดง มุขตลก และ CG ที่สวยสด น่าจะเป็นแนวทางที่ทำให้ Thor สามารถมีเส้นทางของตัวเองต่อไปอีกได้ โดยเฉพาะในส่วนของนักแสดงหลักที่ห้ามเปลี่ยนคนเด็ดขาด เพราะถ้าเกิดเปลี่ยนความอยากดูคงลดลงไปไม่น้อย ยิ่งตอนนี้ภาพของ Thor และ Loki นั้นถูกผูกติดกับ Chris และ Tom ไปแล้วด้วย ทำนองเดียวกับ Tony Stark ต้อง Robert Downy Jr. เท่านั้น ส่วนเนื้อเรื่องนั้นไม่ใช่สิ่งที่จะคาดหวังอะไรมากมายอยู่แล้ว

 

ความชอบส่วนตัว: 6/10

 
5245b183da021

 

ป.ล. Thor: The Dark World มีฉาก End Credit 2 ฉาก คือระหว่างเครดิตและท้ายเครดิตเลย ฉากสำคัญอยู่ตรงระหว่างเครดิต ถ้าไม่ใช่แฟนพันธุ์แท้คอมมิคค่าย Marvel พลาดไปก็ไม่เป็นไรนัก เพราะคนที่ไม่อ่านคอมมิคจะไม่เข้าใจว่าฉากนั้นหมายถึงอะไร ส่วนใครที่อยากรู้ว่าฉากนั้นคืออะไร ลากเมาส์คลุมบรรทัดล่างอ่าน Spoil ได้เลยครับ

 

 

 

ฉากระหว่างเครดิต เป็นฉากที่ Volstagg และ Sif นำ “Aether” ไปให้กับ “The Collector” โดยให้เหตุผลว่า ไม่ปลอดภัยที่จะเก็บวัตถุที่มีพลังงานมาก 2 ชั้นไว้ในที่เดียวกัน เพราะตอนนี้ Asgard ก็เก็บ “Tesseract” (วัตถุทรงเหลี่ยมที่มีบทบาทในเรื่อง Captain America และ The Avengers) ไว้อยู่แล้ว จึงเอา Aether มาให้ The Collector เก็บแทน

 
ช่วงท้ายของ The Collector พูดกับตัวเองว่า “ได้มาแล้วหนึ่ง เหลืออีกห้า” ตรงนี้หมายถึง The Collector มีเป้าหมายจะรวบรวมอัญมณีอินฟินิตี้ สุดยอดไอเท็มแห่งจักรวาล Marvel ให้ครบทั้ง 6 ชิ้น ซึ่งทั้ง Aether และ Tesseract ต่างก็เป็น 1 ในอัญมณีที่ว่า และตอนนี้ The Collector ก็ได้ Aether มาครอบครองแล้ว ในคอมมิค อัญมณีอินฟินีตี้ต่อไปจะถูกนำมสร้างเป็นถุงมือ 6 อัญมณีอินฟินิตี้ ซึ่งมีพลังระดับ Comic-Being คือสามารถทำลายล้างจักรวาลหรือเปลี่ยนแปลงความจริงได้ โดยผู้ครอบครองถุงมือนี้ก็คือ “Thanos” เจ้าตัวคางหยักที่โผล่มาในฉาก End Credit ของ The Avenger นั่นแหละ
 

สำหรับ The Collector มีการคาดหมายว่าจะมีบทอยู่ในหนัง Marvel เรื่องต่อไปอย่าง “Guardians of the Galaxy” ด้วย

Thor-The-Dark-World

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here