[Review] Tomb Raider – โอกาสมี แต่คว้าไว้ไม่ได้

0
150
views

แม้ “Tomb Raider” ฉบับ “Angelina Jolie” เป็น “Lara Croft” เมื่อปี 2001 และ 2003 จะค่อนข้างประสบความสำเร็จทางด้านรายได้ แต่ในแง่หนึ่งมันคือการตอกย้ำภาพสังคมชายเป็นใหญ่ใน Hollywood เมื่อจุดขายสำคัญของเวอร์ชั่นนั้นคือ “นม” ของ Angelina และมันกลายเป็นภาพจำของตัวละครนี้ กระทั่งผู้ชายบางคนรับไม่ได้ถ้า Lara Croft นมไม่ใหญ่พอ ซึ่งในช่วงยุคหนึ่งมันอาจเป็นความบันเทิงที่รับได้ แต่ในยุคปัจจุบันยิ่งในช่วงกระแสที่สิทธิสตรีกำลังมาแรง หนัง Tomb Raider จึงมีสถานะเป็นเพียงวัตถุทางเพศของผู้ชาย ที่ใครหลายคนอยากลบทิ้ง

“Tomb Raider” ฉบับปี 2018 จึงอยู่ในช่วงจังหวะอันดีที่จะพลิกภาพลักษณ์ของ Lara Croft ที่เคยมีมา และมันไม่จำเป็นต้องคิดอะไรมากด้วย เพราะก่อนหน้านี้ Tomb Raider เวอร์ชั่นเกมส์ที่ออกมา 2 ภาคในปี 2013 และ 2015 ก็ได้ทำการปรับภาพลักษณ์ Lara Croft จาก Sex Symbol ให้กลายเป็นสาวแกร่งผู้พร้อมเผชิญทุกอันตราย ไม่ว่าจะเจ็บหรือล้มลุกคลุกคลานเพียงใด ซึ่งเวอร์ชั่นเกมทั้ง 2 ภาคต่างก็ประสบความสำเร็จอย่างสูง

อย่างไรก็ตาม Tomb Raider ฉบับปี 2018 กลับเลือกการ Playsafe ตัวเองให้กลายเป็นแค่หนัง Action ตามสูตรเรื่องหนึ่งเท่านั้น จริงอยู่ธรรมชาติของเกมกับหนังนั้นแตกต่างกัน ปัจจัยความสนุกอย่างหนึ่งของการเล่นเกมคือระบบ Gameplay บางที่กล่าวว่า “Gaming Experience is Everything” เสียด้วยซ้ำ เพราะยิ่งสามารถสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เล่นกับตัวเกมได้มากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งทำให้การเล่นสนุกสนานมากขึ้น แต่กับหนังนั้นรูปแบบความสนุกมันต่างกันออกไป เพราะเราคนดูไม่สามารถเข้าไปควบคุมเนื้อเรื่องได้โดยตรง

ประเด็นคือเกม Tomb Raider ยุคใหม่ก็ดันเป็นเกมที่โดดเด่นทางด้าน Gameplay เสียด้วย กระนั้น แม้หนังจะไม่มี Gameplay แต่ก็อาจสามารถทดแทนได้ด้วยความซับซ้อนของเรื่อง การเล่นกับความรู้สึกของคนดู มีปริศนาต่างๆ ให้คาดเดา ไปจนถึงการออกแบบฉาก Action ให้มีความสดใหม่และกระตุ้นอารมณ์ความตื่นเต้น ที่ว่ามา “Tomb Raider” 2018 แทบไม่มีเลย หนังมีการดำเนินเรื่องที่ราบเรียบ ฉาก Action ต่างๆ ก็ตามสูตร เราแทบจะคาดเดาการเคลื่อนไหวของตัวละครในจังหวะต่อไปได้ด้วยซ้ำ หนังอาศัยแค่ว่ายัดฉาก Action มาเยอะๆ เพื่อสร้างความบันเทิงให้เราเท่านั้น ซึ่งมันก็บันเทิงในระดับหนึ่ง (ก็เป็นสูตรสำเร็จอะนะ) แต่ก็จบแล้วจบเลย ไม่มีอะไรให้นึกถึงเช่นกัน

ที่ผิดคาดคือแม้กระทั่งในแง่เนื้อเรื่อง ซึ่งฉบับเกมยุคใหม่ก็ไม่ได้โดดเด่นอะไรนัก แต่ในฉบับหนังกลับทำได้ราบเรียบเข้าไปอีก ทั้งที่อุตส่าห์ยำเนื้อเรื่องเกมภาคแรกกับภาคสองเข้าด้วยกันแล้ว ที่ร้ายแรงสุดคือการไปเปลี่ยน Lara Croft จากนักโบราณคดีให้กลายเป็นคนทั่วๆ ไป ทำให้สเน่ห์ของการไขปริศนาหายไป แถมตัวหนังก็ไม่ได้โชว์ให้เห็นความเก่งกาจอะไรของตัว Lara Croft มากนัก เหมือนยังต้องพึ่งคนอื่นอยู่มากด้วย ขณะที่ในเกม Lara Croft เปรียบเสมือนความหวังของหมู่บ้าน เป็นปัจจัยที่จะช่วยให้ทีมรอด ตัว “Alicia Vikander” ที่มารับบท Lara Croft เวอร์ชั่นนี้ ก็แบกหนังไว้ไม่อยู่ (ส่วนตัวคิดว่า Alicia เหมาะกับหนังฟอร์มเล็กหรือกลางๆ มากกว่านะ)

ที่น่าเสียดายอีกอย่างคือหนังเลือกจะตัดความสัมพันธ์ระหว่างตัว Lara Croft กับเพื่อนสาวในเกมภาคแรก และทดแทนด้วยประเด็นดราม่าพ่อลูกที่ไม่อินเอาเสียเลย

จริงๆ ถ้าไม่คิดอะไรมาก Tomb Raider ก็เป็นหนัง Action ที่ดูได้เรื่อยๆ นะ อัดฉาก Action มาเรื่อยๆ ไม่ให้หยุดพัก แต่ก็อย่างที่ว่าไว้ เป็นหนังที่จบแล้วจบเลย ยิ่งส่วนตัวเคยเล่นเกม Tomb Raider ยุคใหม่ทั้ง 2 ภาค แล้วชอบมากด้วย ก็เลยผิดหวังหน่อยๆ ที่หนังดันทำมาได้แค่นี้

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here