[Review] The Twilight Saga: Breaking Dawn Part.2 – ปิดฉากมหากาพย์ (?) ความรักต่างสายพันธุ์

1
64
views

อาจจะมาช้าไปสักนิด แต่อย่างน้อยก็ขอมีส่วนร่วมไปกับการปิดฉากมหากาพย์ (เหรอ?) ความรักต่างสายพันธุ์ของเบลล่าด้วยแล้วกัน กับภาคสุดท้ายของ Twilight Saga อย่าง Breaking Draw Part.2 ที่คราวนี้เบลล่าของเราก็ได้กลายเป็นแวมไพรส์สมใจสักที แต่เรื่องวุ่นวายก็ยังไม่จบสิ้น เมื่อฝั่งโวลตูรี่ ตัวร้ายของเราเกิดเข้าใจผิดว่า “เรเนสเม่” ลูกสาวครึ่งมนุษย์-แวมไพรส์ของเบลล่ากับเอ็ดเวิร์ด เป็น “เด็กอมตะ” (เด็กที่ถูกทำให้เป็นแวมไพรส์) ที่ถือเป็นการผิดกฎสังคมผีดูดเลือดอย่างรุนแรง งานนี้เลยต้องมีการสะสาง

เอาเข้าจริงผมเองก็ไม่ได้เป็นแฟนคลับอะไรกับหนังชุดนี้มากมาย (ออกแนวแฟนขับเสียมากกว่า) แต่ก็มีเหตุทำให้มีโอกาสได้ดูมาแล้วทุกภาค ผ่านช่องดาวเทียม ยกเว้นก็แต่ภาค Breaking Drawn Part. 1 ที่ยังไม่มีโอกาสได้ดู ซึ่งที่ผ่านมาก็อดคิดไม่ได้มาตลอดว่า “มันสนุกตรงไหน?” หรือเพราะว่าเราเป็นผู้ชายจึงมิอาจเข้าถึงจิตวิญญาณของเบลล่ากันแน่ แต่ก็เอาเถอะ ไหนๆ ภาคนี้ก็เป็นภาคสุดท้าย แถมเสียงวิจารณ์ยังออกมาดีเยี่ยม สนุกกว่าทุกภาครวมกัน บวกกันตอนจบที่ใครๆ ต่างพากันยกนิ้วให้ เลยต้องขอพิสูจน์สักหน่อย นี่เลยเป็น Twilight ภาคแรกที่มีโอกาสได้เข้าไปดูในโรง แต่จริงๆ เหตุผลหลักที่ตัดสินใจไปดูก็คือ “เพื่อนชวน” (คงเป็นเหตุผลเดียวกับที่ Twilight ภาคก่อนสามารถทำเงินจากกลุ่มผู้ชายได้ไม่น้อย)

กลับเข้าเรื่อง Breaking Drawn Part.2 หนังเริ่มต้นด้วยเหตุการณ์ต่อจากภาคที่แล้ว เมื่อเบลล่าได้ให้กำเนิดเรเนสเม่เป็นผลสำเร็จ และเอ็ดเวิร์ดได้ทำให้เธอกลายเป็นแวมไพรส์เพื่อรักษาชีวิตเธอ ซึ่งสำหรับคนที่ไม่เคยดูภาคที่แล้วมา ก็ไม่เป็นปัญหาแต่อย่างไร สามารถเข้าใจเรื่องราวในภาคนี้ได้เป็นอย่างดี (หรือเพราะภาคก่อนมันก็ไม่ค่อยมีเนื้อเรื่องอะไรอยู่แล้ว?) ช่วงแรกของหนังจึงเป็นการเรียนรู้กับชีวิตใหม่ของเบลล่า ซึ่งก็ใช้เวลาไม่นานนัก เพราะคุณเธอดูจะพอใจกับชีวิตใหม่แบบนี้เหลือเกิน จากนั้นตัวหนังจึงเริ่มเข้าสู่ประเด็นหลัก เมื่อมีแวมไพรส์ตนหนึ่งเกิดเห็นเรเนสเม่เข้า และคิดว่าเป็น “เด็กอมตะ” และนำเรื่องไปฟ้องพวกโวลตูรี่ ซึ่งต้องการหาเรื่องพรรคพวกตัวเอกอยู่แล้ว ร้อนถึงเบลล่าและผองเพื่อนที่ต้องหาพยานมายืนยันว่า “ลูกฉันไม่ใช่เด็กอมตะนะ”

หลังจากนั้นหนังก็วนอยู่กับเรื่องการติดต่อผองเพื่อนแวมไพรส์อยู่พักใหญ่ มีการแนะนำให้เรารู้จักตัวละครใหม่ๆ ที่กลุ่มเบลล่าไปเชิญมาให้เป็นพยาน พร้อมทั้งนำเสนอพลังพิเศษของแต่ละตน ที่บางครั้งอดคิดไม่ว่านี่มันแวมไพรส์หรือมนุษย์กลายพันธุ์ใน X-Men กันแน่ แม้หนังจะใช้เวลากับช่วงนี้นานไปหน่อย แต่อย่างน้อยตัวละครใหม่ๆ กับพลังพิเศษต่างๆ ก็เป็นตัวฉุดดึงรั้งเราไว้ไม่ให้จมกับความน่าเบื่อเกินไปเสียก่อน และสำหรับใครที่เบื่อความรำพึงรำพันความรักของเบลล่ากับเอ็ดเวิร์ดส์ที่หวานจนเลี่ยน รวมถึงมหกรรมโชว์ซิกแพ็คอย่างภาคก่อนๆ ที่ผ่านมา ก็สบายใจได้ เพราะภาคนี้ลดความเลี่ยนและซิกแพ็คลงจนแทบไม่เหลือ

หนังมาสนุกตื่นเต้นสุดขีดในช่วงท้ายเรื่อง เมื่อกลุ่มตัวเองต้องมาเผชิญหน้ากับตัวร้าย ที่แม้จะรู้สึกตลกๆ บ้าง เวลาหนังพยายามฉายภาพมุมกว้างอย่างกับเป็นการรบในมหากาพย์ แต่ก็พบว่าแวมไพรส์ที่มาสู้กันจริงๆ ก็มีอยู่ไม่กี่ตน (บวกหมาป่าไม่กี่ตัว) แต่กระนั้นก็ต้องยอมรับว่าฉากแอคชั่นท้ายเรื่องทำออกมาได้ลุ้นและน่าตื่นเต้นทีเดียว แม้แต่คนที่ไม่ค่อยปลื้มหนังชุดนี้อย่างผม ก็ยังรู้สึกสนุกไปกับฉากต่อสู้ระหว่างแวมไพรส์ 2 พวกในเรื่อง ยิ่งมาได้บทสรุปของการต่อสู้ที่ทั้ง “เงิบ” “ฮา” และ “คาดไม่ถึง” เช่นนี้ (ไม่บอกแต่ให้ไปดูเอาเองแล้วกัน) ทำให้หนังที่ดำเนินเรื่องมาอย่าง “ไม่มีอะไร” กลายเป็น “มีอะไร” ได้ทันที ลบความน่าเบื่อในช่วงต้นๆ ที่ผ่านมาได้ ทั้งนี้ก็ต้องนับถือในความกล้าของผู้กำกับ เพราะบทสรุปแบบนี้สามารถเป็นได้ทั้งการส่งหนังขึ้นสู่จุดสูงสุดหรือลากหนังลงยังจุดต่ำสุดได้ ซึ่งก็โชคดีที่ผลออกมาเป็นอย่างแรก

และเพราะบทสรุปท้ายเรื่องนี่เอง ทำให้เป็นครั้งแรกที่ผมรู้สึกสนุกไปกับ Twilight น่าเสียดายกว่าที่จะสนุกก็ต้องรอถึงช่วงท้าย ขณะที่ช่วงแรกกลับดำเนินเรื่องแบบเอื่อยๆ ไร้จุดหมายไปหน่อย เรียกว่าถ้าไม่มีฉากแนะนำตัวละครใหม่ๆ กับพลังพิเศษต่างๆ ก็คงหลับได้เลย ทำให้ Breaking Drawn Part.2 เป็นแค่หนังที่พอดูสนุกได้ แต่ก็ไม่ถึงขนาดสนุกสุดขีดหรือน่าจดจำอะไรมากมาย จริงๆ ถ้าดูวัตถุดิบในหนังยังมีอะไรให้เล่นอีกเยอะ โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างแม่ลูกอย่างเบลล่ากับเรเนสเม่ ที่ยังดูไม่อินเท่าที่ควร แต่สำหรับแฟนๆ Twilight ก็คงพึงพอใจภาคนี้อยู่ไม่น้อย และเป็นการสั่งลาแบบสวยงามทีเดียว

ที่จริงความสำเร็จของ Twilight ก็เป็นที่น่าสนใจไม่น้อย เพราะแม้หนังจะถูกค่อนขอดอยู่ไม่น้อย (ผมก็คือหนึ่งในคนที่ค่อนขอดนั้น) ในเรื่องตัวบทที่ออกแนวน้ำเน่า น่าเบื่อ ตรรกะของเรื่องแสนประหลาด และเน้นขายรูปลักษณ์นักแสดงนำ แต่หนังชุดก็ประสบความสำเร็จในทุกภาคที่ออกฉาย ส่งให้ 3 นักแสดงนำ โรเบิร์ต คริสติน และเทย์เลอร์ กลายเป็นนักแสดงแถวหน้าที่ได้รับความนิยมสูง โดยเฉพาะในกลุ่มผู้หญิง

มองและคิดดูรวมๆ แล้ว คงไม่เกินไปนักที่จะขอสรุปเอาเองว่า ที่ Twilight ประสบความสำเร็จเพราะเป็นหนังที่สามารถเข้าถึงผู้หญิง กลุ่มคนดูหลักของเรื่องได้ Twilight เองไม่ต่างจากนิทานเรื่องเล่าพวกเจ้าชายพบรักกับหญิงชาวบ้านสมัยก่อน มันดูเป็นเรื่องที่ไม่สามารถเกิดขึ้นจริงได้ แต่อย่างน้อยมันก็เติมเต็มความฝันของเรา การเป็นผู้หญิงที่มีแต่ใครมาหลงรัก ยิ่งในเรื่องไม่ใช่คนธรรมดาด้วย หนึ่งคือแวมไพรส์ที่ทั้งหล่อทั้งรวย อีกหนึ่งคือมนุษย์หมาป่าที่ทั้งล้ำทั้งแสนดี ยิ่งทำให้รู้สึกภูมิใจเข้าไปใหญ่ เพราะมันหมายถึงเราสามารถพิชิตใจสิ่งที่ยากกว่าปกติได้ จึงไม่น่าแปลกใจที่หลายคนจะอินกับเบลล่าเข้าไปใหญ่ แม้หลายครั้งมองจากสายตาภายนอก เบลล่าดูจะเป็นผู้หญิงที่น่ารำคาญและออกแนววันทองสองใจ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า เบลล่าเป็นภาพของผู้หญิงในอุดมคติที่ผู้หญิงหลายคนอยากจะเป็นเช่นเธอ

อาจเพราะผู้แต่งหนังสือเรื่อง Twilight เป็นผู้หญิงเลยสามารถเขียนเรื่องที่เข้าถึงผู้หญิงได้จำนวนมากขนาดนี้ ยิ่งในช่วงนั้นความรักต่างสายพันธุ์ก็ดูจะเป็นเรื่องใหม่ เลยไม่แปลกที่ Twilight จะประสบความสำเร็จ แต่ในขณะเดียวกัน Twilight ก็สอบตกในเรื่องการสร้างตรรกะของเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการให้แวมไพรส์ชายทำผู้หญิงท้องได้ แต่แวมไพรส์หญิงท้องไม่ได้ (เกิดตัวละครหญิงใน Twilight ถ้าไม่ใช่เบลล่า ก็ดูจะไม่ค่อยสิ่งที่น่ารื่นรมย์เท่าไหร่นัก) หรือพลังพิเศษที่ประหลาดๆ ถึงจะพยายามอธิบายว่าเป็นพลังที่มีติดตัวมาตั้งแต่ตอนเป็นมนุษย์ก็เถอะ ส่งผลให้ฉากหลังของเรื่องดูไม่น่าเชื่อถือ ยิ่งเมื่อขยายภาคมากขึ้นไปเรื่อยๆ ก็ปริ่มๆ จะออกทะเล จึงทำให้จำนวนคนไม่ชอบ Twilight ก็มีอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน

แต่ถึงอย่างไรก็ตาม จะชอบหรือไม่ชอบ Twilight หนังชุดนี้ก็สร้างสีสัน (และรายได้) ให้กับวงการหนังไม่น้อย และทำให้เรามีโอกาสได้เห็นหนังแนวความรักวัยรุ่นต่างสายพันธุ์ต่างมาเป็นอีกกระพรวน ซึ่งก็ต้องมาดูกันอีกทีว่าจะมีเรื่องไหนประสบความสำเร็จตามรอย Twilight หรือไม่

1 COMMENT

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here