[Review] Whiplash – แปรเปลี่ยนความกดดันให้กลายเป็นพลัง

1
60
views
20140123115345926184

 

“กลองชุด” คือหนึ่งในเครื่องดนตรีที่ได้รับความนิยมและมีบทบาทสูงในวงดนตรีประเภทต่างๆ หน้าที่ของกลองคือการให้จังหวะ เพิ่มความหนักแน่น และส่งพลังให้กับตัววง ซึ่งหากอยากรู้ว่าพลังที่ส่งออกมาจากกลองนั้นหนักแน่นและรุนแรงเพียงไร “Whiplash” หนังเรื่องนี้สามารถแสดงให้ดูได้

“Whiplash” เป็นหนังที่มีส่วนผสมระหว่างหนังว่าด้วยครู-ลูกศิษย์ กับหนังพิชิตฝัน โดยความฝันในเรื่องก็คือความต้องการขึ้นเป็นมือกลองอันดับหนึ่ง ที่เป็นที่จดจำของคนทั้งโลกของ “Andrew Neyman” (Miles Telier) นักเรียนกลองชั้นปีหนึ่งของโรงเรียนดนตรีชื่อดัง แต่การขึ้นไปถึงจุดนั้นย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะเมื่อ Andrew ได้พบกับ “Terence Fletcher” (J.K. Simmons) วาทยากรผู้ควบคุมวง Jazz ของโรงเรียน ผู้ชักชวน Andrew เข้าร่วมวง แต่ขณะเดียวกันก็ใช้วิธีการกดดันแบบที่ไม่เหมือนใคร เพื่อให้ Andrew ดึงพลังแฝงของตัวเองออกมาได้มากที่สุด

วิธีการสอน การพัฒนาผู้เรียนนั้นมีอยู่ด้วยกันหลายแบบ แต่สำหรับ “Terence Fletcher” นั้นเลือกทางที่สุดโต่งที่สุด วิธีการฝึกวิธีการสอนของเขาไม่ต่างจากการฝึกในค่ายทหาร มีทั้งการใช้คำพูดที่รุนแรง แสดงความเกลียดชัง ไปจนถึงการลงโทษทำร้ายร่างกาย หากผู้เรียนทำไม่ได้อย่างที่ตั้งไว้ ดูเป็นเรื่องโหดร้ายและผิดจรรยาบรรณ แต่วิธีการแบบ “Terence” นี่แหละที่บางครั้งก็ได้ผลเกินคาดเช่นกัน การผลักดันตัวเองบางครั้งไม่ได้อาศัยแค่ “ความรัก” ในสิ่งที่ทำเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ต้องมี “ความเกลียด” และ “ความรู้สึกอยากเอาชนะ” เข้าไปด้วย ซึ่ง 2 อย่างหลังคือสิ่งที่ Terence กำลังทำ เขาไม่ได้เป็น “ครู” แต่เขาคือ “แรงผลักดัน” ยิ่งทำให้ Andrew กดดันและเกลียดเขาได้มากเท่าไหร่ ยิ่งทำให้ Andrew อยากที่จะต้องการเอาชนะและพัฒนาฝีมือตัวเองได้ยิ่งขึ้น

ไม่เพียงแต่เสียงกลองที่ระรัวในเรื่อง แต่การแสดงและลักษณะความสัมพันธ์ของ Terence กับ Andrew ที่สาดใส่อารมณ์เข้าหากันอย่างเต็มที่ รุนแรง กดดัน และบีบคั้นนี่แหละ ที่ยิ่งช่วยเสริมพลังความหนักแน่นและดุดันของเรื่อง  แบบที่ไม่นึกว่าหนังดนตรีจะเป็นไปได้ถึงขนาดนี้ ทั้งๆ ที่ดนตรีในเรื่องคือ “Jazz” แต่อารมณ์ที่ส่งผ่านเสียงกลองหลายช่วง หลายจังหวะ มันกระแทก มันหนักเสียยิ่งกว่า “Heavy Metal” เสียอีก

เป็นหนังดนตรีที่สนุกและตื่นเต้นมาก แต่ก็นั่นแหละ…ยังมีบางอย่างที่ยังรู้สึกตะขิดตะขวงใจ ซึ่งอาจจะเป็นปัญหาส่วนตัวของผมเองและไม่ได้เกีย่วกับการดำเนินเรื่องโดยตรง นั่นคือในขณะที่ดำดิ่งไปกับเสียงกลอง ก็อดตั้งคำถามไม่ได้ว่า “วิธีการสอนแบบนี้มันใช้ได้แล้วเหรอ” ไม่ปฏิเสธนะว่าบางครั้งการฝึกในบางเรื่องอาจต้องใช้วิธีการแบบนี้บ้าง แต่การโฟกัสอยู่ที่การเอาชนะเพียงอยากเดียวทำให้เราไม่เห็นมิติอื่น หนังไม่ได้ให้ข้อมูลมากนักว่าทำไม “Andrew” ถึงมาตีกลอง อะไรที่ทำให้เขารักในเครื่องดนตรีชนิดนี้ หรือรัก Jazz หนังเล่าแค่ว่าเขาต้องการเป็นอันดับ 1 ขณะที่ “Terence” ก็หมกมุ่นอยู่กับแค่ว่าอยากสร้างนักดนตรีในตำนาน แต่ก็เป็นตำนานในแบบของเขา ถ้าผู้เล่นเล่นไม่ได้จังหวะที่ “เขา” ต้องการ ก็คือใช้ได้ ทัศนคติแบบนี้ถ้าเป็นในชีวิตจริง อาจทำให้นักดนตรีแบบ Andrew เป็นอันดับ 1 ได้ก็จริง แต่ก็มีความเสี่ยงว่าจะทำให้เขาเล่นเพื่อเอาชนะอย่างเดียว จนหลงลืมความสุขจากการได้เล่นดนตรีไปก็ได้

นี่ยังไม่รวมว่าวิธีการฝึกแบบ “Terence” ที่ไม่สอน แต่ด่าและกดดันเพื่อให้ผู้เล่นคิดได้เอง อาจใช้ไม่ได้กับทุกคน กับคนที่มีนิสัยชอบเอาชนะหรือพอมีฝีมือแบบ “Andrew” ความกดดันอาจแปรเปลี่ยนเป็นพลังได้ แต่กับคนอื่นๆ ที่ไม่ได้เป็นแบบ Andrew หากใช้วิธีแบบ Terence แทนที่จะพัฒนาอาจทำให้เขาเกิดความกลัว เครียด และกลายเป็นซึมเศร้าไปเลยก็ได้
 

 

ความชอบส่วนตัว: 8/10

 

Whiplash-5547.cr2

1 COMMENT

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here