[Reivew] X-Men: Apocalypse – พระเจ้าจอมปลอม

0
149
views

1352341
 

Part 1 – ทวงคืนเกียรติและศักดิ์ศรี

 
“X-Men” เดินทางมาสู่ภาคที่ 6 ของหนังเรื่องนี้ และเป็นเรื่องที่ 9 ในจักรวาล X-Men ทั้งหมด หลักจากเหตุการณ์ใน “Days of Future Past” ได้ส่งผลให้มีการจัดระเบียบ Timeline ใหม่ X-Men 3 ภาคแรก รวมถึง Wolverine 2 ภาคแรก ถูกผลักให้อยู่ในส่วนของ Old Timeline หรืออีกนัยหนึ่งคือเกิดขึ้นจริง แต่ถูกลบไปแล้ว ด้วยเหตุนี้ “Apocalypse” จึงถือเป็นการเริ่มต้นของ X-Men ใน New Timeline อย่างสมบูรณ์ (ไม่นับ Deadpool ที่เป็น New Timeline เหมือนกัน แต่ถือเป็นภาคแรกละกัน)

การเข้าสู่ New Timeline ทำให้เรามีโอกาสได้เห็นตัวละคร X-Men ในไตรภาคแรก มาโลดแล่นอีกครั้ง โดยนักแสดงคนใหม่ และวัยที่เด็กลง ไม่ว่าจะเป็น “Cyclops / Scott Summer” (Tye Sheridan), “Jean Grey” (Sophie Turner), “Storm” (Alexandra Shipp), “Angel” (Ben Hardy) และ “Nightcrawler” (Kodi Smit-McPhee) ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วหนังภาคนี้ค่อนข้างให้ความสำคัญกับตัวละครกลุ่มนี้มากพอควร นอกเหนือไปจากตัวละครเก่าจากไตรภาค First Class ตรงกันข้ามกับตัวละครใหม่ถอดด้าม ที่เพิ่งปรากฎตัวในภาคนี้เป็นครั้งแรก อย่าง “Psylocke” (Olivia Munn) หรือ “Jubilee” (Lana Condor) ที่ดูเลือนรางเหลือเกิน โดยเฉพาะรายหลังที่แทบจะไม่มีบทบาทอะไรเลย

การเลือกให้ความสำคัญกับตัวละครจากไตรภาคแรก ส่วนหนึ่งคงหนีไม่พ้นการพยายามกู้เกียรติและศักดิ์ศรีให้กับตัวละครเหล่านี้คืนมาอีกครั้ง หลังจากถูกทำลายลงอย่างสิ้นเชิงด้วยน้ำมือของ “X-Men: The Last Stand” ซึ่งถ้าใครได้ดูก็คงได้เห็นว่าเกิดอะไรขึ้น ในภาคนั้น Cyclops ถูกลดบทบาทลงและตายอย่างง่ายดาย Jean Grey กลายเป็นวายร้าย Angel กลายเป็นส่วนเกินของหนัง ขณะที่ Nightcrawler ที่มีบทบาทมากในภาค 2 พอถึงภาค The Last Stand ก็ถูกตัดบทอย่างไม่มีเหตุไม่ผล “Bryan Singer” ผู้ปลุกปั้นจักรวาล X-Men มาตั้งแต่เริ่มต้น ก็คงไม่ชอบใจภาค The Last Stand อยู่ไม่น้อย ซึ่งก็เป็นภาคเดียวที่เขาไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมไม่ว่ากำกับหรืออำนวยการสร้างด้วย ผลคือ Bryan เลยสร้าง Days of Future Past เพื่อจัดระเบียบจักรวาลใหม่ ลบ The Last Stand ทิ้ง และใช้ Apocalypse เหยียบภาคนั้นให้ฝัง่จมลงไปดินลึกเข้าไปอีก แถมยังพ่วงเอา Wolverine 1 ให้จมลึกตามไปด้วย (Deadpool นั้นขุดหลุมให้ Wolverine 1 ไว้แล้ว Apocalype ก็ช่วยกันกระทืบซ้ำ)

เพราะฉะนั้นถ้าถามว่าอะไรคือจุดเด่นสุดของ X-Men ภาคนี้ ก็คือการมอบตัวละคร X-Men ในแบบที่คอ X-Men ต้องการจะเห็น เราได้เห็น Cyclops ที่เท่และแฝงความเป็นผู้นำในอนาคต ได้เห็น Jean Grey ที่ดูแกร่งกว่าที่เคย ได้เห็น Nightcrawler ที่มีบทบาทมากขึ้น และได้เห็น Angel ที่ไม่ได้ปีกไว้เพื่อบินสวยๆ อย่างเดียว ขณะที่ฟากตัวละครเก่าของไตรภาคที่ 2 เรายังได้เห็น “Charles” (James McAvoy) กับฉากการต่อสู้ แง่มุมความรัก และแน่นอนเหตุผลที่หัวล้าน ได้เห็น “Erik / Magneto” (Michael Fassbender) อีกแง่มุมหนึ่งที่อ่อนไหว ได้เห็น “Raven / Mystique” (Jennifer Lawrence) ในมุมที่กลายเป็นฮีโร่เต็มตัว รวมถึง “Quicksilver” (Evan Peters) ที่ยังคงแย่งซีนได้เหมือนเดิม แต่เพิ่มเติมคืออารมณ์ขันกับดราม่าครอบครัว

ด้วยความที่โจทย์อย่างหนึ่งของ X-Men คือการเป็นซุปเปอร์ฮีโร่แบบทีม ดังนั้น สิ่งหนึ่งที่ Apocalypse ทำได้ดีเช่นกัน ก็คือการกระจายบทให้ทุกคนในทีม (รวมถึงในเรื่อง) มีบทบาทที่เท่าๆ กัน ไม่เอียงไปที่คนใดคนหนึ่งมากเกินไป แต่ขณะเดียวกันด้วยความที่ตัวละครเยอะขึ้น และพยายามให้ทุกอย่างเท่าๆ กัน ก็ส่งผลให้ตัวละครหลักในไตรภาค First Class ไม่ว่าจะเป็น Charles, Erik, Raven หรือ Hank เหมือนถูกลดบทไปด้วยเช่นกัน แต่นั่นก็ยังไม่ใช่ประเด็นใหญ่มากนัก เมื่อเทียบกับความพยายามในการผูกดราม่าของหนัง ที่คิดใหญ่ แต่ไปไม่สุด

 

 

2963965-xmenapoc

 

Part 2 – พระเจ้าจอมปลอม

 

X-Men: Apocalypse ดำเนินเรื่องในปี 1983 หรือ 10 ปี หลังจากเหตุการณ์ใน Days of Future Past (แต่หน้านักแสดงแก่ขึ้นไม่ถึง 10 ปี) ซึ่งจากเหตุการณ์นั้นได้ส่งผลให้ Mystique กลายเป็นฮีโร่ จากผลงานขัดขวาง Magneto ลอบสังหารประธานาธิบดี (แหม่ แล้ว Charles ละ) และผลต่อเนื่องนอกจากจะทำให้ไตรภาคเดิมถูกลบกลายเป็น Old Timeline แล้ว ยังทำให้นับจากนั้นความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ทั่วไปกับมนุษย์กลายพันธุ์นั้นดีขึ้น อย่างน้อย Nightcrawler ก็สามารถไปดูหนังกับเพื่อนๆ ได้เหมือนคนปกติ

แต่ถ้าแกนหลักของ X-Men คือการพูดถึงกลุ่มคนที่ไม่ได้รับการยอมรับจากสังคม (พวกกลายพันธุ์) และวิธีการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ซึงมี 2 วิถีที่แตกต่างกันสุดขั้วระหว่าง Charles กับ Erik (สันติ และ สงคราม) แล้ว ถ้าเรายกประเด็นความขัดแย้งนั้นออกไป แล้วจะมีสิ่งใดเหลือให้ X-Men ใช้เล่นละ นี่คืออีกโจทย์ของ Apocalypse ต้องแก้ให้ได้ และภาคนี้ก็เลือกจะใช้ประเด็น “พระเจ้าจอมปลอม” เป็นแกนหลักของเรื่อง

“Apocalypse” หรือ “En Sabah Nur” (Oscar Isaac) วายร้ายประจำภาคนี้ และเป็นที่มาของชื่อภาค เป็นมนุษย์กลายพันธุ์คนแรกของโลกที่มีความสามารถในการถอดจิตย้ายร่าง และจะได้พลังความสามารถของร่างใหม่มาด้วย นั่นทำให้ En Sabah Nur มีพลังที่หลากหลายและทรงพลัง จนกระทั่งเขาทนงตัวว่าตนเองคือ “พระเจ้า” แต่ในระหว่างการถอดจิตไปยังร่างใหม่ที่มีพลังฟื้นฟูตนเอง ซึ่งจะส่งผลให้เขากลายเป็นอมตะชั่วนิรันดร์ เมื่อ 3,000 ปีก่อนคริสตศักราชนั้น ประชาชนบางส่วนพากันขัดขวาง จนทำให้ En Sabah Nur ถูกฝังเป็นเวลานาน กระทั่งมีคนไปปลุกเขาให้ตื่นขึ้นมาโดยบังเอิญในยุคปัจจุบัน และนั่นทำให้เขาพบว่า ปัจจุบันไม่มีใครบูชาเขาเป็นพระเจ้ากันแล้ว และพลังอำนาจที่เขาเคยมีเหนือกว่ามนุษย์ธรรมดา ปัจจุบันถูกแข่งขันโดยสิ่งประดิษฐ์และอาวุธที่มนุษย์พัฒนาขึ้นมา นั่นทำให้เขาโกรธ และเกิดแผนที่อยากจะล้างโลก เพื่อสร้างโลกใหม่ขึ้นมา ด้วยความเชื่อมั่นว่า โลกที่ดีคือโลกที่มีผู้นำทาง และผู้นำทางคนนั้นก็คือเขา

นี่จึงเป็น X-Men ที่แตกต่างจาก X-Men ที่ผ่านมา หนังก้าวจากประเด็นการเมือง/เชื้อชาติ ไปสู่แนวคิดทางศาสนาเกี่ยวกับพระเจ้า แต่กระนั้นกลับน่าเสียดายที่ Apocalypse กลับไม่สามารถไปถึงฝั่งฝันในประเด็นที่ว่านั้นได้ จะเพราะยังใหม่กับการเล่นประเด็นอื่นที่ไม่ใช่เรื่อง Mutant หรือการที่หนังเลือกให้ En Sabah Nur หลับไหลตั้งแต่ยุคอียิปต์โบราณ และพยายามไม่เน้นถึงความเชื่อมโยงระหว่างเขากับศาสนาต่างๆ ในยุคหลัง แม้ว่าตัวอย่างตอนแรกจะทำให้คิดว่าพระเจ้าในศาสนาต่างๆ มีที่มาจาก En Sabah Nur ก็ตาม แต่นั่นทำให้เนื้อหาของภาคนี้ ไม่ได้วิพากษ์วิจารณ์สังคมได้ถึงแก่น ได้ลึกเท่าภาคก่อนๆ ที่ผ่านมา

ไม่เพียงประเด็นพระเจ้าจอมปลอมเท่านั้นที่ X-Men ภาคนี้ไปได้ไม่สุด อารมณ์ดราม่าต่างๆ ในเรื่องก็ยังไม่สุดเช่นกัน ทั้งที่ภาคนี้ใช้เรื่องของ “ครอบครัว” เข้ามาเล่นเยอะพอควร ช่วงต้นของเรื่องจึงน่าจทำให้หลายคนแอบเบื่ออยู่ได้ไม่น้อย อันที่จริงนี่อาจเป็นปัญหาใหญ่ของจักรวาล X-Men ในยุค New Timeline เมื่อประเด็นมนุษย์ vs. mutant เริ่มเก่าไป ก็ต้องหาประเด็นที่จะเล่าให้เด็ดกว่านี้ ไม่เฉพาะแค่ X-Men เพราะตอน Deadpool ก็เหมือนกัน ที่ประเด็นของเรื่องค่อนข้างล่อยลอย เพียงแต่เรื่องนั้นอาศัยความสดใหม่และคาแรกเตอร์กวนๆ ของตัว Deadpool ทำให้เรามองข้ามเรื่องแก่นหลักของเรื่องไปได้ แต่พอมาเป็น X-Men มันกลับชัดเจนขึ้นมา

เชื่อว่า FOX คงยังไม่ถอดใจกับ X-Men แต่จะผลักดันจักรวาลนี้ไปในทิศทางไหนอีก คงต้องกลับมาคิดกัน แต่อย่างน้อยสัญญาณที่ดีจาก “X-Men: Apocalypse” คือการดึงศักดิ์ศรีและเกียรติของตัวละคร X-Men หลักๆ ให้สามารถกลับคืนมาได้อีกครั้ง

 

Scale-6

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here