[Review] Draft Day – วันแห่งอนาคต “คนชนคน”

2
113
views

c6bd66_66054dbef9c441ec994c52f032d412e5

 

“Draft Day” เป็นหนังกีฬาอเมริกันฟุตบอลที่ไม่ได้เน้นไปที่เกมในสนาม แต่เป็นเกมนอกสนามก่อนเปิดฤดูกาลที่เรียกว่า “Draft Day” ซึ่งเป็นวันที่แต่ละทีมจะต้องคัดเลือกผู้เล่นหน้าใหม่เข้าสู่ทีม ด้วยระบบและรายละเอียดที่ค่อนข้างเฉพาะตัวของวงการกีฬาอเมริกัน ทำให้พวกเราที่คุ้นเคยกับฟุตบอลและระบบการซื้อขายนักเตะแบบปกติอาจเกิดอาการงงงวยได้ว่า หนังกำลังพูดถึงอะไร แม้ว่าถ้าดูไปเรื่อยๆ อาจพอเริ่มจับจุดได้ แต่การมีพื้นฐานเกี่ยวกับระบบกีฬาอเมริกัน จะเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เราสนุกไปกับหนังเรื่องนี้ได้ยิ่งขึ้น

ข้อมูลเบื้องต้นก่อนดู Draft Day คือ ในสหรัฐอเมริการวมถึงบางประเทศจะมีระบบการคัดเลือกนักกีฬาหน้าใหม่ (Rookies) เพื่อเข้าสู่วงการกีฬาอาชีพ ที่เรียกว่า “การดราฟท์ (Draft)” ซึ่งในสหรัฐฯ ระบบนี้ใช้กับทั้งการแข่งขันกีฬา NFL (อเมริกันฟุตบอล) NBA (บาสเกตบอล) NHL (ฮอคกี้น้ำแข็ง) และ MLB (เบสบอล) โดยนักกีฬาที่จะเข้าสู่การดราฟท์จะต้องเป็นนักกีฬาไม่เคยเล่นในลีกสูงสุดมาก่อน ส่วนใหญ่จะเป็นนักกีฬาจากระดับมหาวิทยาลัย รวมถึงนักกีฬาที่เล่นในลีกต่างชาติ หรือนักกีฬาต่างชาติที่ต้องการเข้ามาเล่นในลีกสูงสุดของสหรัฐฯ

การดราฟท์จะจัดขึ้นปีละครั้ง สำหรับ NFL มี 32 ทีม แต่ละทีมมีสิทธิดราฟท์ได้ 7 รอบ รอบละ 1 คน ในแต่ละรอบเรียงลำดับการดราฟท์ตามอันดับที่ได้ในปีก่อน โดยทีมที่ได้อันดับต่ำสุดจะได้สิทธิดราฟท์ก่อน จากนั้นจึงไล่มาเรื่อยๆ จนถึงทีมที่ได้แชมป์ก็จะได้ดราฟท์เป็นทีมสุดท้ายในแต่ละรอบ เหตุที่ต้องกำหนดเช่นนี้เป็นเพื่อไม่ให้แต่ละทีมมีระดับที่ต่างกันมากเกินไป แต่ละทีมยังมีโอกาสลุ้นแชมป์อยู่ แม้แต่ทีมที่ได้อันดับสุดท้าย ก็มีโอกาสเลือกผู้เล่นดีสุดมาอยู่ในทีม ผู้เล่นที่ถูกดราฟท์จะต้องเล่นให้กับทีมที่ดราฟท์ ไม่มีสิทธิเลือกมากนัก (หากไม่อยากอยู่จริงก็มีหนทาง แต่ไม่ค่อยทำกัน) ต้องผ่านระยะเวลาเทิร์นโปร 2 ปีแรกก่อน ถึงจะเข้าสู่ระบบการซื้อขายแลกเปลี่ยนปกติได้

ความสนุกของการดราฟท์ก็คือ สิทธิในการดราฟท์สามารถแลกเปลี่ยนกันได้ โดยข้อตกลงในการแลกเปลี่ยนจะขึ้นอยู่กับทีมที่แลกว่าจะเอายังไง ส่วนใหญ่จะแลกกับสิทธิดราฟท์ในรอบถัดไป ปีถัดไป หรืออาจแถมตัวผู้เล่นให้ ไม่แลกด้วยเงินเพราะมีกฎควบคุมการใช้จ่ายเงินอย่างเข้มงวด อย่างในเรื่อง Draft Day ตัวเอก “Sonny Weaver, Jr.” (Kevin Costner) ที่เป็นผู้จัดการทีม “Cleveland Browns” ซึ่งมีสิทธิดราฟท์ในลำดับที่ 7 ได้รับข้อเสนอแลกเปลี่ยนจากทีม “Seattle Seahawks” ที่ได้ดราฟท์ในลำดับที่ 1 โดย Seattle Seahawks จะยกสิทธิดราฟท์ลำดับแรกให้ Cleveland Browns เพื่อให้มีสิทธิเลือกผู้เล่นที่ดีที่สุด ซึ่งในปีนั้นคือ “Bo Callahan” (Josh Pence) ให้ แลกกลับสิทธิดราฟท์รอบแรกของ Cleveland Browns ในอีก 3 ข้างหน้า เท่ากับว่าถ้า Sonny ตกลง ปีหน้า Cleveland Browns จะไม่ได้ดราฟท์ในรอบแรกเลย 

หลายทีมเองแม้จะได้สิทธิดราฟท์ในลำดับแรกๆ แต่อาจไม่อยากได้และเลือกขอแลกเปลี่ยนสิทธิกับทีมอื่นแทน เพราะลำดับผู้เช่นที่ถูกดราฟท์จะมีผลต่อเพดานค่าเหนื่อยของผู้เล่นคนนั้นๆ ด้วย ผู้ที่ดราฟท์เป็นอันดับที่ 1 จะมีได้รับค่าเหนื่อยมากกว่าผู้ที่ดราฟท์เป็นอันดับที่ 2 ไล่เรียงไปเรื่อยๆ กฎนี้มีผลผูกพันกับทีม และอย่างที่ว่า ทีมใน NFL มีการคุมเรื่องงบประมาณอย่างเข้มงวด หากได้ดราฟท์ในลำดับแรกแต่ต้องเสียเงินค่าเหนื่อยเยอะ บางทีทีมก็เลือกสละได้เช่นกัน รวมไปถึงบางครั้งผู้เล่นดาวรุ่งที่ดีที่สุดในปีนั้นไม่ใช่ผู้เล่นในตำแหน่งที่ทีมต้องการ ทีมก็อาจไม่เลือกดราฟท์ในลำดับแรกก็ได้

การดราฟท์จึงไม่ใช่สำคัญกับผู้เล่นว่าจะได้อยู่ทีมไหน ได้รับค่าเหนื่อยเท่าไหร่เท่านั้น แต่ยังเป็นการวัดกึ๋นของผู้จัดการทีมแต่ละทีม ว่าจะมีกเทคนิค วิธีการอย่างไรที่จะทำให้การดราฟท์ผู้เล่นได้ผู้เล่นที่ดีที่สุด เหมาะสมกับทีมที่สุด และทำให้ทีมมีโอกาสลุ้นแชมป์ในปีหน้ามากที่สุด ภายใต้เงื่อนไขสภาพทีมและฐานะการเงินที่เป็นอยู่

หนังเรื่อง “Draft Day” เล่าเรื่องเหตุการณ์ในช่วง 12 ชั่่วโมงจนถึงกระทั่งเสร็จสิ้นการดราฟท์วันแรกในการดราฟท์ปี 2014 “Sonny Weaver, Jr.” ต้องเผชิญการตัดสินใจครั้งสำคัญ การดราฟท์ครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของเขาเท่านั้น แต่ยังมีบุคคลอื่นในทีมตั้งแต่เจ้าของทีม โค้ช ฝ่ายการเงิน ฝ่ายกฎหมาย ไปจนถึงผู้เล่นทั้งผู้เล่นที่มีอยู่ และที่อยากเข้ามาร่วมทีม ในแง่หนึ่งการดราฟท์ผู้เล่นอย่าง “Bo Callahan” ที่เป็นดาวรุ่งพุ่งแรงที่สุดมาอยู่ในทีมน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด โดยเฉพาะในมุมมองเจ้าของทีมที่การได้สตาร์มาจะช่วยเรียกคนมาดูการแข่งขันมากขึ้น หมายถึงจำนวนตั๋วที่จะขายได้มากขึ้น
แต่ขณะเดียวกัน Sonny ต้องการที่จะสร้าง “ทีมของตัวเอง” ขึ้นมา ทีมที่เขาเป็นคนเลือกเอง โดยไม่อยู่ภายใต้การครอบงำการตัดสินใจจากใครไม่ว่าจะเจ้าของทีมหรือโค้ช หนังยังวางให้ Sonny เป็นลูกชายของอดีตโค้ช “Cleveland Browns” ผู้เคยพาทีมประสบความสำเร็จ ทำให้ Sonny มักโดนเปรียบเทียบกับพ่อผู้ล่วงลับกับเขาอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะเมื่อเขาเลือกวิธีการทำทีมที่แตกต่างออกไป การดราฟท์ครั้งนี้จึงเป็นบทพิสูจน์ความสามารถและสัญชาตญาตในการเลือกของเขา ให้คนจดจำเขาในฐานะ Sonny Weaver, Jr. ไม่ใช่ในฐานะลูกชายอดีตโค้ชเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีเรื่องดราม่าการพิสูจน์ตัวเอง แต่มันก็ไม่ได้เด่นนัก ส่วนเด่นๆ ตกไปอยู่ที่กระบวนการดราฟท์ที่เราจะได้เห็น Sonny งัดเอาเทคนิคต่างๆ มาใช้ ทั้งการเจรจาต่อรอง การสืบหาประวัติผู้เล่นเพื่อให้ได้ผู้เล่นที่เหมาะสม และเกมจิตวิทยาต่างๆ ที่ต้องแข่งกับเวลา ขณะเดียวกันในฟากผู้เล่น เราก็เห็นได้ถึงความกังวล ความเครียด ความดีใจ เพราะแม้กฎจะกำหนดให้ผู้เล่นต้องเล่นได้ทุกทีม แต่การได้เล่นกับทีมที่ตัวเองชอบคงเป็นอะไรที่ดีกว่า จังหวะการตัดต่อระหว่างผู้เลือกกับผู้ถูกเลือกช่วยขับเน้นอารมณ์กดดันและตื่นเต้นได้โดยไม่ต้องพึ่งเกมในสนามเลย และยิ่งถ้าเป็นแฟน NFL หรือมีพื้นฐานมาบ้างจะต่อติดได้เร็วและสนุกไปกับมัน ส่วนตัวโชคดีที่พอศึกษามาก่อนบ้าง แม้จะไม่ได้ลึกอะไร ไม่งั้นกว่าจะต่อติด ความมึนคงเข้าครอบงำไปหมดก่อนแน่

ป.ล. ถ้าวงการฟุตบอลยุโรปนำระบบดราฟท์มาใช้ คงเปลี่ยนโฉมวงการไปขนานใหญ่ และทีมแชมป์จะไม่ถูกจำกัดแค่ไม่กี่ทีมอีกต่อไป

 

ความชอบส่วนตัว: 7/10

 
NFL-Draft

2 COMMENTS

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here