[ละครไทยกับเกาหลีต่างกันตรงไหน] #2 – ละครสต๊อก vs. ละครถ่ายไปออนไป

0
166
views

10296490_488613234617773_7077365639889916086_o

 

ซ้าย – ละครไทยเรื่อง The Rising Sun ตอน รอยรักหักเหลี่ยมตะวัน

ขวา – ละครเกาหลีใต้เรื่อง You Who Come From the Star
 

ละครไทยนั้นมีทั้งแบบที่เป็นถ่ายสต็อกกับแบบถ่ายไปออกอากาศไป แบบแรกช่อง 3 ใช้เป็นหลัก คือทำบทให้เสร็จก่อนหลังจากนั้นก็เริ่มถ่ายทำ ใช้เวลาประมาณ 6 เดือน (บางเรื่องก็เกินปี)เสร็จแล้วไปตัดต่อค่อยออกอากาศ อาจมีบางเรื่องออกในช่วงถ่ายยังไม่เสร็จบhาง แต่ส่วนใหญ่ถ้าได้ออกอากาศก็แปลว่าถ่ายไปแล้วประมาณ 80% ข้อดีคือการทำงานมีความผ่อนคลายมากขึ้น และใส่ใจกับรายละเอียดได้มากขึ้น แต่ข้อเสียก็คือถ้าออกอากาศแล้วเรตติ้งไม่ดีหรือไม่สนุก จะปรับแก้ได้ยาก อย่างดีก็แค่ตัดต่อใหม่ ส่วนช่อง 7 นั้นสมัยก่อนเป็นแบบถ่ายไปออกอากาศไป ยืดตอนหรือหั่นจบกันเป็นว่าเล่น แต่ปัจจุบันช่อง 7 เริ่มหันมาถ่ายแบบสต็อกมากขึ้น เหตุผลเพราะเริ่มมีปัญหาในการคุมคุณภาพ และถ่ายไม่ทัน เนื่องจากปัจจุบันเวลาฉายละครยาวกว่าสมัยก่อน

ขณะที่ละครเกาหลีใต้เกือบทั้งหมดนั้นเป็นละครแบบถ่ายไปออกอากาศไป โดยก่อนฉายอาจมีการถ่ายสต็อกไว้บ้างประมาณ 4 ตอน หรือมากกว่านั้นในกรณีที่เป็นถ่ายต่างประเทศหรือฉากยากๆ พวกฉาก Action ขนาดใหญ่ แต่โดยรวมแล้วก็ยังเป็นแบบถ่ายไปออกอากาศไปอยู่ บางเรื่องถึงขนาดที่ว่าเขียนบทเสร็จตอนเช้า ตอนเที่ยงถ่าย ตอนเย็นตัดต่อ ตอนค่ำออกอากาศ หรือบางเรื่องก็ต้องตัดต่อ มิกซ์เสียงกันสดๆ ระหว่างถ่ายทำเพื่อความรวดเร็ว (ประมาณว่าถ่ายทอดสด) ที่เป็นเช่นนี้เพราะวงการเกาหลีแข่งขันกันสูง และยึดถือระบบเรตติ้งค่อนข้างมาก ต้องเขียนบทถ่ายทำกันตอนต่อตอนเพื่อให้ทันต่อกระแสและปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ได้ ข้อดีคือละครจะทันสมัยและคนดูจะไม่รู้ว่าเนื้อเรื่องจะดำเนินไปทิศทางไหน (เพราะบทยังเขียนไม่เสร็จ) แต่ข้อเสียคือ หลายเรื่องที่เกิดอาการ “ออกทะเล” เพราะกังวลกับเรตติ้งมากเกินไป จนไปเปลี่ยนแก่นเรื่องเพื่อเอาใจคนดู บางเรื่องยืดเป็น 50 ตอนจนคนด่า หรือหลายกรณีนักแสดงเกิดได้รับบาดเจ็บระหว่างถ่ายทำ นี่ก็ถึงขนาดต้องงดออกอากาศสัปดาห์นั้นไปเลยก็มี

จุดได้เปรียบที่ทำให้ละครเกาหลีสามารถถ่ายไปออนไปได้ โดยที่คุณภาพยังดีอยู่ เพราะเกาหลีค่อนข้างมีความพร้อมในด้านการถ่ายทำมากกว่า ถ้าสังเกตละครเกาหลีส่วนใหญ่มักนิยมถ่ายในโรงถ่าย ซึ่งเป็นของช่องเอง ถ้าเป็นละครแนวประวัติศาสตร์ก็ถึงขนาดสร้างสถานที่เพื่อถ่ายละครโดยเฉพาะ ดังนั้น จึงตัดปัญหาเรื่องสถานที่ไปได้เยอะ ประกอบกับวัฒนธรรมการถ่ายละครของเกาหลี ดาราจะถ่ายทีละเรื่อง ช่วงไหนถ่ายเรื่องไหนอยู่ก็จะเทคิวให้เรื่องนั้นทั้งอาทิตย์ วันทั้งวันไม่ต้องไปไหนอยู่แต่ในสตูดิโอนั่นแหละ การถ่ายทำเลยค่อนข้างเร็ว ขณะที่ของไทยนั้นปัจจุบันนิยมถ่ายนอกสถานที่มากขึ้น ซึ่งพอถ่ายนอกสถานที่การจัดการต่างๆ ก็จะยุ่งยากตามมา กว่าจะติดต่อ กว่าจะขออนุญาต กว่าจะเซทสถานที่ การถ่ายแบบสต็อกจึงน่าจะเหมาะกว่า ประกอบกับช่วงเวลาฉายละครปัจจุบันค่อนข้างยาว ช่อง 3 ฉายประมาณตอนละ 115 นาที ไม่รวมโฆษณา บางเรื่องออก 3 ตอนต่อสัปดาห์ ถ่ายไปออนไปไม่ไหวแน่ๆ ถ้าเป็นเกาหลีฉายประมาณตอนละ 70 นาทีไม่รวมโฆษณา 2 ตอนต่อสัปดาห์ ถือว่ายังพอไหวอยู่ (แต่บางเรื่องก็สังเกตได้ถึงความเผาเช่นกัน)

เพิ่มเติม….ดาราเกาหลีปกติจะรับละครประมาณปีละเรื่อง ใครรับ 2 เรื่องนี่ถือว่าเยอะ แต่เมื่อไหร่รับเล่นก็จะเทคิวให้เรื่องนั้นอย่างเดียว งานอื่นแทบจะแคนเซิลหมด พอถ่ายจบถึงค่อยไปตระเวณรับ Event เอา ขณะที่ของไทยดาราระดับพระนางอาจรับเล่นประมาณปีละ 2-3 เรื่อง ปัจจุบันแบ่งคิว จันทร์-พุธ ถ่ายเรื่องนึง พฤหัส-อาทิตย์ ถ่ายอีกเรื่อง เวลาว่างก็ไปรับ Event ผสมๆ กันไป ลักษณะแบบที่ถ่ายหลายเรื่องพร้อมกัน จึงอาจทำให้การถ่ายไปออนไปเหมาะกับไทยนัก (จริงๆ ทำได้แต่ไม่รับประกันคุณภาพ)

เพิ่มเติม 2จริงๆ อย่างละครญี่ปุ่นหรืออเมริกาก็เป็นแบบถ่ายไปออกอากาศไปเหมือนกัน (ของอเมริการู้สึกจะถ่ายไว้ครึ่งซีซั่น อีกครึ่งรอดูผลตอบรับก่อน) เหตุผลก็เพราะเรื่องเรตติ้งนี่แหละ แต่ 2 ประเทศนี้ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องคุณภาพเท่าไหร่ เพราะเวลาฉายต่อสัปดาห์น้อย อย่างญี่ปุ่นนี่ฉายตอนละ 45 นาที 1 ตอนต่อสัปดาห์ ดังนั้น จึงมีเวลาพอที่จะทำแบบถ่ายไปออนไปได้

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here