[Review] The Amazing Spider-man: ตื่นตาตื่นใจกว่าที่คิด แต่ยังไม่จับใจเท่าที่ควร

1
59
views

ข้อมูลเบื้องต้นที่ควรรู้ก่อนเข้าไปดู The Amazing Spider-man ก็คือนี่ไม่ใช่ภาคต่อจาก Spider-man 3 เมื่อ 5 ปีก่อน แต่เป็นการ Reboot เนื้อเรื่องใหม่ตั้งแต่ต้น Spider-man จึงเป็นเรื่องของปีเตอร์ พาร์คเกอร์ที่บังเอิญโดนแมงมุมกัด จนทำให้มีพลังพิเศษและออกจัดการวายร้ายในนามของ Spider-man เช่นเดียวกับ Spider-man ภาคแรกเมื่อสิบปีก่อน แต่ถึงกระนั้น แม้จะ Reboot แต่เนื้อหาก็ใช่ว่าจะเหมือนกันเสียทีเดียว หรือจะบอกแบบคอมมิคว่าเป็นคนละจักรวาลกันอย่างนั้นก็ได้

การ Reboot ด้วยช่วงระยะเวลาไม่ห่างจากของเก่ามากนัก (5 ปีจากภาค 3 และ 10 ปีจากภาคแรกเวอร์ชั่นเก่า) แถมด้วยออกฉายในช่วงไม่ห่างจาก The Avenger กับ The Dark Knight Rise ทำให้ดูน่ากังวลกับชะตากรรมหนังเรื่องนี้ไม่น้อย ถ้าทำดีก็เสมอตัว ทำแย่โดนสับเละโดยทันที แต่เหมือนผู้สร้างจะทำการบ้านมาเป็นอย่างดี ทำให้การผจญภัยแบบใหม่ของไอ้แมงมุมนี้สามารถสร้างที่ทางให้กับตัวเอง และสนุกสนานตื่นตามากกว่าที่คิด

The Amazing Spider-man ยังดำเนินตามโครงเรื่องเดิมที่ว่า ปีเตอร์ พาร์คเกอร์ โดนแมงมุมตัดต่อพันธุกรรมกัดทำให้มีพลังพิเศษ ต่อมาลุงเบนของปีเตอร์โดนโจรฆ่าตาย เขาจึงตัดสินใจใช้พลังของตัวเองออกปราบเหล่าร้าย ภายใต้ชุดสวมหน้ากากนามว่า Spider-man แต่ภายใต้โครงเรื่องเดียวกัน เราก็เห็นถึงความพยายามของมาร์ค เว็บ ผู้กำกับ ในการไม่ให้เวอร์ชั่นนี้คล้ายกับเวอร์ชั่นเก่าของแซม ไรมี่เกินไป นำไปสู่การสร้างสรรค์บุคลิกนิสัยของปีเตอร์แบบใหม่ ตัวละครใหม่ ตัวร้ายใหม่ ปมเรื่องพ่อแม่ของปีเตอร์ที่ถูกใส่เข้ามาครั้งแรกในเวอร์ชั่นนี้ รวมไปถึงโทนของหนังที่ออกไปทางดาร์คมากขึ้น เห็นได้จากการเน้นฉากกลางคืนเกือบเสียทั้งเรื่อง เน้นประเด็นปมต่างๆ ที่เยอะกว่าเวอร์ชั่นเก่า ส่งผลให้แม้ผู้ที่เคยดูเวอร์ชั่นเก่ามา ก็สามารถดูเวอร์ชั่นนี้ได้อย่างสนุก และผู้ที่ดูเวอร์ชั่นนี้เป็นเวอร์ชั่นแรกก็สามารถตกหลุมรักได้ไม่ยาก อย่างไรก็ตามการตั้งธงว่าจะไม่เหมือนเวอร์ชั่นเก่ามากเกินไป ก็กลายเป็นเชือกมัดคอตัวเอง ทำให้ The Amazing Spider-man ขาดเสน่ห์ของความเป็น Spider-man บางอย่างไป เกิดเป็นอาการแบบสนุกแต่ไม่สุด

สำหรับ ผม เสน่ห์สำคัญของ Spider-man ที่ทำให้ต่างจากฮีโร่คนอื่น คือการเป็นฮีโร่ที่ไม่สมบูรณ์แบบ แม้จะมีพลังพิเศษ แต่ก็เป็นเพียงวัยรุ่น ที่บางทีก็ไม่เท่าทันคนอื่น ใช้พลังไปในทางที่ผิด ทั้งยังต้องเป็นเสาหลักหาเลี้ยงครอบครัวและส่งเสียตัวเองเรียนไปพร้อมๆ กัน จะว่าเป็นซุปเปอร์ฮีโร่ที่จนที่สุดก็ว่าได้ ซึ่ง Spider-man เวอร์ชั่นแซม ไรมี่สามารถตีโจทย์และนำเสนอเรื่องนี้ได้อย่างพลัง และทำให้ประโยคในเรื่องอย่าง “พลังอันยิ่งใหญ่มาพร้อมกับความรับผิดชอบอันใหญ่ยิ่ง”  กลายเป็นประโยคที่ใครๆ ก็จำได้และพูดถึงแม้จะผ่านมาสิบปีก็ตาม

แต่ใน Spider-man เวอร์ชั่นมาร์ค เว็บบ์ดูจะละทิ้งเสน่ห์เหล่านั้นไปสิ้น ปีเตอร์เวอร์ชั่นนี้กลายเป็นคนที่สมบูรณ์แบบอยู่แล้ว ทั้งหน้าตา สติปัญญาก็ฉลาดถึงขนาดสามรถสร้างสมการพันธุกรรมจนเป็นที่มาของตัวร้ายได้ และถึงเวอร์ชั่นนี้ยิงใยเองไม่ได้ แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาเพราะเขาสร้างเครื่องยิงใยใช้เองได้ ทักษะการต่อสู้ก็พอมี แถมดูจะป๊อบในหมู่สาวๆ จากที่เวอร์ชั่นก่อนหญิงไม่แล เวอร์ชั่นนี้ฝ่ายหญิงเข้าหาก่อนด้วยซ้ำ ฐานะทางบ้านแม้ไม่ร่ำรวยแต่ก็ดูไม่ลำบากอะไรนัก เหล่านี้ทำให้ปีเตอร์ดูเทพเกินไปจนไม่น่าเอาใจช่วยเท่าไหร่ ฉากแมงมุมกัดซึ่งเป็นที่มาของพลังพิเศษ อันเป็นจุดสำคัญอย่างหนึ่งของเรื่องเลยดูด้อยความสำคัญลงไป เพราะเกิดความรู้สึกว่าต่อให้แมงมุมไม่กัด ปีเตอร์มันก็เก่งอยู่แล้ว กลายเป็นว่าแม้ตัวหนังจะเน้นความสมจริงมากยิ่งขึ้น แต่ตัวละครปีเตอร์กับไม่สมจริงเท่าที่ควร

การเพิ่มปมเรื่องการหายตัวไปของพ่อแม่ของปีเตอร์ ที่เหมือนต้องการให้เป็นประเด็นหลักของเรื่องที่สร้างความแตกต่างจาก เวอร์ชั่นเก่า ก็กล่าวถึงเพียงแค่ในข่วงต้นๆ เท่านั้น หลังจากนั้นประเด็นนี้ก็ถูกกลืนหายไป ก่อนจะโผล่มาสั้นๆ อีกทีช่วงท้ายเรื่อง และว่ากันตามตรง ประเด็นพ่อแม่ดูจะไม่ค่อยเวิร์คเท่าไหร่นัก เพราะไม่ค่อยรู้สึกถึงความผูกพันระหว่างปีเตอร์กับพ่อแม่เท่าไหร่ ความสัมพันธ์ระหว่างปีเตอร์กับลุงเบนและป้าเมย์ที่ยังทำให้สงสัยว่าปีเตอร์ รักลุงเบนกับป้าเมย์มากแค่ไหนกัน ฉากลุงเบนตายที่ควรจะเป็นไคลแมกซ์สำคัญอย่างหนึ่ง จึงกลายเป็นฉากธรรมดาๆ ในเวอร์ชั่นนี้ รวมไปถึงความสัมพันธ์ของตัวละครอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นเกวนกับพ่อ ปีเตอร์กับพ่อเกวน ปีเตอร์กับเพื่อน ปีเตอร์กับ Lizard ตัวร้าย ฯลฯ ที่เหมือนแค่แตะๆ แล้วปล่อยไป การเล่าเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครต่างๆ จึงเป็นอีกจุดอ่อนหลักของเรื่องนี้ ทำให้ดูแล้วไม่รู้สึกผูกพันกับตัวละคร หลายฉากดราม่าสำคัญๆ จึงไม่รู้สึกอินไปกับมันเท่าไหร่ จะดีหน่อยก็ตรงเรื่องของปีเตอร์กับเกวนนางเองเวอร์ชั่นนี้ ที่เคมีเข้ากันดี แต่ก็ยังไม่สามารถเทียบปีเตอร์กับเอ็มเจในเวอร์ชั่นก่อนได้

แอนดรูว์ การ์ฟิล ทำหน้าได้เป็นอย่างดีในบทปีเตอร์ ปาร์คเกอร์ และ Spider-man ในฉบับไม่เนิร์ดแต่ไม่ชอบเข้าสังคม แถมชอบกวนประสาทอีกต่างหาก (เขาว่าเป็นคาแรกเตอร์ปีเตอร์ที่ตรงตามคอมมิคที่สุด) แม้จะดูแก่เกินวัยรุ่นไปก็ตาม ส่วนเอ็มม่า สโตน ในบทเกวน สเตซี คนรักของปีเตอร์ เล่นได้น่ารักและเข้าคู่กับแอนดรูร์ได้เป็นอย่างดี (ก็เข้ากันถึงขนาดคบเป็นแฟนกันจริงๆ ไปเลย) แต่ในหลายช่วงก็อดรู้สึกไม่ได้ว่าเอ็มม่าน่าจะเหมาะกับบทเอ็มเจมากกว่าเกวน นะ จะว่าไปหาก The Amazing Spider-man เพิ่มความโรแมนซ์ให้มากกว่านี้ น่าจะได้ฐานคนดูเพิ่มอีกหลาย เพราะหน้าตาพระเอกนางเอกก็จัดว่าสวยหล่อกันทีเดียว

ส่วนตัว ร้ายของเรื่องอย่างมนุษย์กิ้งก่า Lizard ออกจะน่าผิดหวังไปสักหน่อย เพราะถึงภาคนี้จะมีตัวร้ายเพียงแค่ตัวเดียว (Sony คงได้บทเรียนจากภาค 3 ว่าไม่ควรอัดตัวร้ายมากเกินไป) แต่ก็ยังดูไม่เด่นนัก มิติของตัวร้ายก็ดูราบเรียบไป ทั้งที่มีประเด็นที่สามารถขยี้ได้กว่านี้ จุดดีที่สุดของ Lizard ในเวอร์ชั่นนี้คือความน่ากลัว แต่ก็เฉพาะในช่วงที่ยังไม่กลายร่างโดยสมบูรณ์เท่านั้น พอกลายร่างสมบูรณ์ เห็นร่างเต็มๆ แล้วก็ดูไม่น่ากลัวอย่างที่คิด แถมไม่รู้ว่า Spider-man เทพไป หรือ Lizard อ่อนไป เลยดูไม่ค่อยสมน้ำสมเนื้อเท่าไหร่ จริงๆ หนังซุปเปอร์ฮีโร่ช่วงหลังๆ นี่ไม่ค่อยให้ความสำคัญกับตัวร้ายเท่าไหร่ เหมือนใส่ไว้รอให้ตัวเอกมาปราบเท่านั้น ทั้งที่ตัวเอกตัวร้ายที่สมน้ำสมเนื้อจะทำให้หนังสนุกขึ้นเป็นกอง (เห็นได้ชัดจาก Joker ใน The Dark Knight)

อย่างไรก็ตาม ถึงเสน่ห์หลายอย่างจะหายไป และเสน่ห์แบบใหม่ที่ใส่เข้าไปจะยังดูไม่ค่อยสมบูรณ์ แต่ก็ต้องชื่นชมฉากแอคชั่นในเรื่องที่ทำออกมาได้สนุกเกินคาด และกลายมาเป็นจุดขายหลักของเรื่องเลยก็ว่าได้ แม้ตอนแรกจะรู้สึกว่าฉากห้อยโหนยิงใยจะเป็นอะไรที่ซ้ำซากเพราะเห็นมาแล้ว ตั้ง 3 ภาค แต่มุมกล้องโดยเฉพาะการถ่ายมุมมองบุคคลที่ 1ก็ยังให้ฉากห้อยโหนของ Spider-man ดูตื่นตาตื่นใจกว่่าของเวอร์ชั่นก่อนด้วยซ้ำ ยิ่งถ้าดู 3 มิติคงจะให้ความรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังห้อยโหนอยู่จริงๆ เสียแต่ว่าน่าจะมีฉากถ่ายกล้องมุมมองบุคคลที่ 1 เยอะกว่านี้จะดีมาก ที่ใส่มายังน้อยไปหน่อย

หากมอง The Amazing Spider-man ในฐานะหนัง Reboot จาก Spider-man ปี 2002 ถือว่า The Amazing Spider-man สอบผ่าน เพราะถึงแม้ตัวหนังจะยังมีลักษณะไม่สุดในหลายทาง รวมถึงการทิ้งประเด็นต่างๆ ไว้มากเกินไป ราวกับว่าภาคนี้เป็นแค่ส่วนต้นของภาคถัดไปเท่านั้น แต่โดยรวมก็ถือว่าสามารถดูได้อย่างสนุกเกินคาด ไม่ซ้ำทางเดิม และไม่โดนเวอร์ชั่นเก่ากลบไป เพราะต้องไม่ลืมว่าการ Reboot ครั้งนี้มีความกดดันและยากกว่าการ Reboot Batman หรือ Hulk มากนัก ทั้งด้วยเหตุระยะเวลาการ Reboot ที่หลายฝ่ายมองว่าเร็วไป และการที่ Spider-man ภาค 2002 ถือเป็นหนังขึ้นหิ้งและเป็นเรื่องหนึ่งที่ได้รับการยกย่องในฐานะบุกเบิกหนัง ซุปเปอร์ฮีโร่ยุคใหม่ (จนมีหนังซุปเปอร์ฮีโร่สร้างหลังจากนั้นตามมาเป็นกระพรวน) ทำได้ขนาดนี้ผมถือว่าเกินคาดแล้ว โดยสรุปผมชอบ The Amazing Spider-man เหนือกว่า Spider-man 3 แต่ยังด้อยกว่า Spider-man 1&2 อยู่ ด้วยเหตุผลที่ว่า 2 ภาคนั้นจับใจผมมากกว่า

1 COMMENT

  1. […] ย้อนกลับไป “The Amazing Spider-Man” ภาคแรก ผมให้คำนิยามแก่ภาคนั้นไว้ว่า “ตื่นตาตื่นใจกว่าที่คิด แต่ยังไม่จับใจเท่าที่ควร” ด้วยเหตุผลหลักคือแม้ Spider-Man เวอร์ชัน Marc Webb จะมีงานสร้างที่ดูน่าประทับใจและตรงใจคอ Comic ไม่น้อย แต่ในฐานะคนที่ไม่ได้ตาม Comic ยังรู้สึกว่ามันยังไปไม่สุดในแง่อารมณ์ความรู้สึก ซึ่งปัญหาเหล่านั้นก็ยังคงอยู่ในภาค 2 ถ้าถามว่า “The Amazing Spider-Man 2″ สนุกมั้ย ตอบได้เลยว่าสนุก แต่ถ้าถามว่าสุดมั้ย บอกเลยว่าไม่ […]

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here