10 หนังที่ชอบสุดในปี 2012 by เซียวเล้ง

3
94
views


เห็นหลายคนพากันเขียนสรุปหนังที่ชอบ/ไม่ชอบ ในรอบปี 2012 กัน ตัวเราก็อยากเขียนมั่ง เพราะการดูหนังคือความชอบส่วนตัวอย่างหนึ่ง ปีที่แล้วก็ได้ดูหนังไปเยอะ ทั้งดูในโรง DVD และผ่านเคเบิ้ล คัดมารวมๆ ได้ 10 หนังที่ชอบสุดในปี 2012 ของเซียวเล้ง ดังนี้

 

10. The Raid Redemption

 
the raid

เรื่องย่อ – กลุ่มตำรวจบุกจับผู้ร้ายในตึกแห่งหนึ่ง แต่ผู้ร้ายรู้ทัน ปิดตึกถล่มตำรวจแทน

ความเห็น – เขาว่ากันว่าหนังดีต้องมีบทที่ดี เรื่องนี้ถือเป็นหนังดีมั้ย… ไม่แน่ใจเหมือนกัน บทดีมั้ย… ก็ไม่นะ คือบทมันไม่มีอะไรเลย แต่มันเป็นหนังแอคชั่นแบบดิบๆ ที่สนุกและมันส์เป็นบ้า ผู้กำกับรู้ว่าคนดูต้องการอะไร และจัดสิ่งนั้นให้เราสนุกกันเต็มที่ หนังเต็มไปด้วยฉากบู๊หลายฉากที่ทั้งสวยงาม ลุ้นระทึก และหวาดเสียวไปพร้อมๆ กัน โดยเฉพาะฉากใช้มีดต่อสู้ แถมยังมีตัวร้ายที่ตายยากตายเย็นสิ้นดี ใครคิดถึงความมันส์แบบองค์บากภาคแรก The Raid Redemption จัดให้คุณได้แน่นอน
 

9. Life of Pi

 
life of pi (1)

เรื่องย่อ – หนุ่มอินเดีย 3 ศาสนาเกิดเหตุเรือล่มต้องใช้ชีวิตบนเรือชูชีพกลางมหาสมุทร โดยมีเพื่อนร่วมทางเป็นเสือเบงกอล

ความเห็น – งานด้านภาพอาจเป็นจุดขายหลักของเรื่องนี้ ซึ่งหากใครเพียงแค่ต้องการเท่านี้ Life of Pi ก็สามารถตอบสนองให้คุณได้เต็มที่ ส่วนตัวยกให้เป็นหนึ่งในหนังที่ภาพสวยมาก และควรค่าแก่การดูในระบบ 3 มิติ แต่หากคุณต้องการมากกว่านั้น Life of Pi ก็ยังจัดให้คุณได้ หนังสอดแทรกประเด็นเกี่ยวกับศาสนา แม้ไม่ถึงกับหนักเท่าต้นฉบับหนังสือ แต่ก็ชวนตั้งคำถามว่าทำไมเราถึงศรัทธาในพระเจ้า และคนเราสามารถนับถือศาสนาหลายศาสนาพร้อมกันได้หรือไม่ แม้หนังอาจไม่ได้ให้คำตอบเราโดยตรง แต่ก็ดึงเราเข้าไปขบคิดในประเด็นต่างๆ บทสรุปของ Life of Pi ยังเป็นหนึ่งในบทสรุปที่ดีที่สุดของหนังในโลกนี้
 

8. Shame

 
shame

เรื่องย่อ – หนุ่มติดเซ็กส์ ที่ชีวิตประจำวันเริ่มรวน เมื่อน้องสาวขอมาอาศัยอยู่ด้วย

ความเห็น – หนังเต็มไปด้วยฉากโป๊ เปลือย เซ็กส์ ที่เยอะ โจ่งแจ้ง และรุนแรง ชนิดที่ว่าผู้ใหญ่ยังควรต้องใช้วิจารณญาณในการชม แต่อย่าเพิ่งคิดว่านี่เป็นเพียงหนังอีโรติกดาดๆ เพราะ Shame พาเราลงลึกไปพบกับผู้ชายคนหนึ่งที่สำหรับเขา Sex ไม่ใช่ความสุข แต่มันคือสิ่งเสพย์ติด เป็นเหมือนโรคร้ายที่กำลังทำร้ายตัวเขาเรื่อยๆ โดยที่เขาไม่สามารถหยุดยั้งได้ ไมเคิล ฟาสเบนเตอร์ ฝากการแสดงอันสุดยอดไว้ในเรื่องนี้กับบทชายผู้รังเกียจและอับอายในตัวเอง นอกจากนี้ Shame ยังโดดเด่นด้วยการใช้สัญลักษณ์ เสียงประกอบ และฉาก Long-take ที่เสริมตัวหนังได้เป็นอย่างดี
 

7. The Flowers of War

 

The Flower of War

เรื่องย่อ – ช่วงสงครามนานกิง กลุ่มเด็กหญิงกับกลุ่มนางโลมมาหลบภัยในโบสถ์ด้วยกัน โดยมีบาทหลวงปลอมๆ เป็นผู้ดูแล

ความเห็น – หนึ่งในหนังเกี่ยวกับสงครามนานกิงที่ทำออกมาได้อย่างสมจริงปนหดหู่ ตัวหนังได้คริสเตียน เบลมาเป็นตัวชูโรง แต่ความน่าสนใจของหนังกลับอยู่ที่ตัวละครหญิงในเรื่องทั้งกลุ่มเด็กหญิงในโบสถ์และกลุ่มนางโลมที่ต้องมาหลบภัยด้วยกัน กับประเด็นที่ว่าในสภาวะสงครามเช่นนี้ “ดอกไม้ขาวบริสุทธิ์” กับ “ดอกไม้งามเมือง” ดอกไม้ช่อไหนที่ควรค่าแก่การรอดชีวิตมากกว่ากัน โดยมีคนแปลกหน้าอย่างเบลเข้ามาเป็นคนกลางอย่างไม่ตั้งใจ เป็นหนังสงครามไม่กี่เรื่องที่ให้ความสำคัญกับผู้หญิง และทำออกมาได้ดี ที่สำคัญนางเอกเรื่องนี้สวยมากครับ ^^
 

6. The Ides of March

 
the ides

เรื่องย่อ – เมื่อนักรณรงค์การเลือกตั้งให้ผู้สมัครจากพรรคเดโมแครตพบว่าคนที่เขาทำงานให้ด้วย อาจไม่ใช่คนดีอย่างที่เขาคิด

ความเห็น – หนึ่งในหนังที่ตีแผ่และเสียดสีการเมืองได้อย่างแสบสันต์ที่สุด เมื่อการเมืองน่ากลัวกว่าที่คิด แม้แต่คนที่คลุกคลีอยู่กับการเมืองมาอย่างยาวนานอย่างพระเอกก็อาจถูกการเมืองเล่นได้ง่ายๆ ในสภาพการณ์เช่นนี้เราจะยังรักษาอุดมการณ์ของเราไว้ได้อย่างไร หรือสุดท้ายก็ต้องปล่อยให้ไหลไปตามเกมส์ หนังเต็มไปด้วยบทที่คมคาย เชือดเฉือนระหว่างกัน ทำให้ดูสนุกไม่เบื่อ ใครเป็นคอหนังการเมืองไม่ควรพลาด
 

5. The Lady

 
the-lady-007

เรื่องย่อ – ชีวประวัติอองซานซูจี กับการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในพม่า ที่ต้องแลกด้วยอะไรหลายอย่างในชีวิตเธอ

ความเห็น – แม้จะเป็นหนังเกี่ยวกับนางอองซานซูจี แต่ The Lady มีความเป็น “หนังรัก” มากกว่า “หนังการเมือง” ทำทำให้หนังเรื่องนี้แตกต่างจากหนังชีวประวัติเรื่องอื่นๆ ความรักในหนังไม่ใช่การบอกว่าซูจีพบรักกับสามีได้อย่างไร แต่แสดงให้เห็นว่า เบื้องหน้าของการเป็นผู้นำประชาธิปไตยที่ยิ่งใหญ่ของซูจีนั้น จะไม่ประสบความสำเร็จได้เลยหากขาดซึ่งการสนับสนุนจากเบื้องหลังอย่างสามีและครอบครัวเธอ เพราะสำหรับสามีของซูจีแล้ว  “ความรักที่ได้เห็นคนที่เรารักมีความสุข ย่อมเหนือกว่าความรักที่เรามีความสุขแต่เพียงฝ่ายเดียว”
 

4. The Artist

 

the artist

เรื่องย่อ – ดาราดังหนังเงียบต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เมื่อหนังเสียงกำลังเข้ามาแทนที่

ความเห็น – หนังเงียบขาวดำที่มีเพียงเสียงดนตรีประกอบ ฟังแล้วอาจดูน่าเบื่อและล้าสมัยในยุคที่หนังทั่วโลกกำลังไปสู่ยุค 3 มิติ แต่ด้วยการลีลาเล่าเรื่องที่ลื่นไหล แทรกด้วยมุขตลก ทำให้แม้ไม่มีเสียงพูด แต่ก็ชวนให้ติดตามหนังเรื่องนี้ได้อย่างไม่น่าเบื่อ ที่สำคัญหนังยังแฝงไปด้วยคติของ “ของใหม่-ของเก่า” จริงอยู่ที่ทุกอย่างต้องมีการเปลี่ยนแปลง การจมอยู่กับของเก่ารังแต่จะทำให้ชีวิตตกต่ำ แต่ก็ใช่ว่าของใหม่ต้องทำร้ายของเก่าอย่างสิ้นเชิง หากของเก่าและของใหม่ปรับตัวเข้าหากันก็อาจสร้างผลลัพธ์ที่น่าพอใจมากกว่าที่คิด
 

3. The Perks of Being Flower

 
hr_The_Perks_of_Being_a_Wallflower_8

เรื่องย่อ – เด็กวัยรุ่นที่ไม่มีใครสนใจ กับเพื่อนกลุ่มใหม่ที่ทำให้เรียนรู้คำว่า “มิตรภาพ”

ความเห็น – พล็อตคลาสสิคของหนังวัยรุ่นที่ถูกนำมาเล่าใหม่อย่างมีชั้นเชิง ส่งผลให้ The Perks of Being Flower กลายเป็นหนังวัยรุ่นที่กินใจที่สุด โดยเฉพาะกับคนที่เคยผ่านประสบการณ์การเป็น “คนไม่สำคัญ” เสมือนการเป็นดอกไม้ตามซอกกำแพง หนังวางภูมิหลังของตัวละครหลักไว้ดูเหมือน “โหดร้ายและหนักหน่วง” แต่เล่าออกมาได้อย่างไม่ฟูมฟาย เพราะสิ่งสำคัญที่ต้องการสื่อก็คือ “ไม่ว่าคุณจะเคยเจออะไรมาในอดีต สิ่งสำคัญคือปัจจุบัน” การแสดงของ 3 นักแสดงหลักในเรื่องยังมีสเน่ห์ และส่งให้เรื่องนี้ “จี๊ด” เข้าไปถึงใจอย่างมาก
 

2. The Dark Knight Rises

 
The Dark Knight Rises

เรื่องย่อ – 8 ปีจากภาคก่อน บรูซ เวนย์ กลับมาเป็น Batman อีกครั้ง แต่คราวนี้สภาพจิตใจและร่างกายเขาไม่ได้เต็มร้อยเช่นเคย

ความเห็น – The Dark Knight Rises อาจไม่ได้ตื่นเต้น ชวนให้ขบคิดในประเด็นต่างๆ ได้มากเท่าที่ The Dark Knight เคยทำไว้ แต่ก็ประสบความสำเร็จในการผลักดัน Batman สู่การเป็นหนังดราม่าเต็มรูปแบบ แม้ในเรื่อง Batman อาจจะออกไม่เยอะ  แต่ก็ไม่สำคัญ เพราะสิ่งสำคัญคือแนวคิดเกี่ยวกับ Hero ที่ปรากฎในหนัง ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นเพียงชายสวมชุดค้างคาว หนังยังเชื่อมรอยต่อระหว่างภาค Begins กับ The Dark Knight ที่เคยถูกมองว่าต่างกันเหมือนอยู่คนละจักรวาลเข้าด้วยกันอย่างแนบเนียน โดยที่ก็ยังคงมีสไตล์การดำเนินเรื่องที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง แถมท้ายด้วยบทสรุปอันทรงพลังและสุดเซอร์ไพรส์ The Dark Knight Rises อาจไม่ใช่หนังที่ดีที่สุด แต่เป็นหนังภาคจบซุปเปอร์ฮีโร่ที่ดีที่ส่ง และส่งให้แบทแมนฉบับโนแลน กลายเป็นไตรภาคซุปเปอร์ฮีโร่ที่ดีที่สุด
 

1. The Impossible

 
The Impossible

เรื่องย่อ – ครอบครัวชาวอังกฤษมาเที่ยวพังงา และเผชิญกับเหตุสึนามิถล่มภาคใต้

ความเห็น – นานแค่ไหนแล้วที่ไม่ได้ดูหนังที่ทำให้น้ำตาไหลพรากๆ แบบนี้ แต่ที่น่าแปลกคือหลายฉากกลับเป็นน้ำตาแห่งความสุขและอิ่มเอมใจ ออกจากโรงด้วยอารมณ์ Feel Good หนังอาจไม่ได้มีบทที่ซับซ้อนหรือใช้ตัวละครหลายตัว แต่เลือกที่จะให้ความสำคัญกับการตามติดครอบครัวผู้ประสบเหตุเป็นหลัก เน้นหนักในการดึงอารมณ์ ซึ่งก็ทำได้เข้าเป้า หนังอาจไม่มีตัวละครฮีโร่กู้โลก ไม่มีอัศวินขี่ม้าขาว ไม่มีนักวิทยาศาสตร์ตามขนบหนังภัยพิบัติทั่วไป เพราะสิ่งที่หนังบอกเราคือ “น้ำใจ” และ “ความหวัง” คือพลังที่แท้จริงในการเปลี่ยนสิ่ง “Impossible” ให้เป็น “Possible” นอกจากนี้หนังยังโดดเด่นในด้านเทคนิคพิเศษ เสียงประกอบ และความสมจริงที่ดูจริงจนน่าขนลุก จนไม่น่าพลาดด้วยประการทั้งปวง
 

3 COMMENTS

  1. มาแอบอ่านรีวิวคุณฮะคุณต้อม แต่โดยส่วนตัวแล้วคิดว่า The impossible เนื้อเรื่องไม่ซับซ้อน และไม่มีอะไรมาก แต่โดดเด่นที่พวกกำกับศิลป์ องค์ประกอบศิลป์ เสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย รายละเอียดในแต่ละฉาก กับความสมจริงของฉาก ส่วนตัวเราให้คะแนนความอิ่มเอมจากหนังเรื่องนี้ 8/10 เพราะรู้สึกมันสั้นไปสำหรับเนื้อเรื่อง เพราะคนเขียนบทคงไม่ค่อยแต่งเติมเนื้อหาหนังจากเรื่องจริงเท่าไหร่นักครับ อิอิ

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here