6 เหตุผลที่จะทำให้ “ทีวีดิจิตอล” ไม่ประสบความสำเร็จ

2
381
views
maxresdefault
 

ความล้มเหลวของทีวีดิจิตอล คืออะไร?

ความล้มเหลวของทีวีดิจิตอลในที่นี้หมายถึง “ความล้มเหลวในเชิงช่องทางการรับชม (Platform)” ไม่ใช่ช่องฟรีทีวีดิจิตอล กล่าวคือ ทีวีดิจิตอลเป็นโทรทัศน์ระบบภาคพื้นดิน โดยรับสัญญาณผ่านเสาอากาศ (หนวดกุ้ง ก้างปลา และเสา active แบบต่างๆ) ซึ่งสำหรับทีวีรุ่นเก่าที่ยังไม่รองรับทีวีดิจิตอล จะต้องใช้อุปกรณ์เพิ่มเติมคือ Set-top Box ในการแปลงสัญญาณเพื่อให้รับชมได้ ซึ่งจากการสังเกตการผลักดันทีวีดิจิตอลในไทยที่ผ่านมา ทำให้ค่อนข้างเชื่อมั่นว่า ช่องทางการรับชม (Platform) ผ่านภาคพื้นดินพวกนี้จะไม่ประสบความสำเร็จ ยกตัวอย่างช่อง 7 HD เป็นช่องที่มีคนดูเยอะ แต่คนก็จะเลือกดูผ่านช่องทางอื่น เช่น เคเบิล ดาวเทียม แต่จะมีจำนวนไม่มากที่ดูโดยใช้เสาอากาศรับสัญญาณ โดยเหตุผลที่ทำให้คิดเช่นนั้นมาจากปัจจัย 6 ประการดังนี้

 

1. Cable/ Satellite TV

เทคโนโลยีดิจิตอลเกิดขึ้นมาแล้วประมาณ 20 ปี ในไทยก็เริ่มรับรู้คำว่าทีวีดิจิตอลมาแล้วหลายปี แต่ด้วยเหตุผลหลายประการ โดยเฉพาะทางกฎหมาย ทำให้กว่าทีวีดิจิตอลจะเกิดอย่างเป็นทางการในไทยได้ก็ต้องรอถึงปี 2557 ช้ากว่าประเทศอื่นมาก (สหรัฐฯป ปี 2541 เกาหลีใต้ปี 2544 ญี่ปุ่นปี 2546 จีนปี 2549 อินโดนีเซียปี 2552) แน่นอนทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่าไม่ว่ายังไง “ดิจิตอล” ก็จะเข้ามาแทนที่ “อะนาล็อก” ได้ เป็นวัฏจักรของเทคโนโลยี แต่ปัญหาคือในกรณีของไทย ความล่าช้าในการเกิดทีวีดิจิตอล ทำให้คู่แข่งของดิจิตอลไม่ใช่ “อะนาล็อก” อีกต่อไป แต่กลายเป็น “เคเบิล” และ “ดาวเทียม” แทน

ช่วงประมาณ 5 ปีที่ผ่านมา เกิดการเปลียนแปลงที่สำคัญในอุตลาสหกรรมทีวีไทย คือการพัฒนาของเทคโนโลยีดาวเทียม ซึ่งนำไปสู่การเจริญเติบโตของเคเบิลทีวี โดยเฉพาะเคเบิลทีวีท้องถิ่น และทีวีดาวเทียม ทั้งในส่วนของผู้ให้บริการจานดาวเทียมและกล่องดาวเทียมต่างๆ การเติบโตของเทคโนโลยีเหล่านี้ทำให้ “อะนาล็อก” ตายไปนานแล้ว จากผลการสำรวจของ Media Agency Association of Thailand เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาพบว่า ปัจจุบันมีผู้รับชมทีวีผ่านระบบภาคพื้นดินเพียง 32% ที่เหลือเป็นทีวีดาวเทียม 49% เคเบิลทีวี 11% และทรูวิชั่นส์ 8% ที่ผ่านมาช่องอะนาล็อกยังอยู่ก็จริง แต่ส่วนใหญ่หันไปรับชมช่องอะนาล็อกผ่านเคเบิลและดาวเทียมเป็นส่วนใหญ่ อย่างช่อง 3 ที่เป็นปัญหาอยู่ตอนนี้ก็ไม่ได้ยื้ออะนาล็อก แต่กำลังยื้อสิทธิในการออกอากาศผ่านเคเบิลและดาวเทียมเหล่านี้ (ภายใต้เงื่อนไขเดิม) ต่างหาก

กสทช. มักตั้งคำถามว่า จะเลือกอะไรระหว่างอะนาล็อกที่ดูได้เพียง “6 ช่อง” กับดิจิตอลที่ดูได้ถึง “48 ช่อง” แน่นอนเราน่าจะเลือกอย่างหลัง แต่ก็มีอีกคำถามเช่นกันว่าจะเลือกอะไรระหว่างดิจิตอลที่ดูได้ “48 ช่อง” กับเคเบิล/ดาวเทียมที่ดูได้เป็น “ร้อยๆ ช่อง” ประเทศอื่นการเปลี่ยนผ่านอาจจะราบรื่นกว่า เพราะเปลี่ยนเร็วในช่วงที่เคเบิล/ดาวเทียมยังไม่เติบโตมากนัก แต่สำหรับไทยไม่ใช่ และถึงแม้ว่า ณ ตอนนี้เคเบิลและทีวีดาวเทียมจะผ่านจุดอิ่มตัวไปแล้ว ทีวีดิจิตอลจะสบายขึ้น เพราะยังมีเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เริ่มก้าวขึ้นมาเช่นกัน โดยเฉพาะ IPTV (ทีวีผ่านอินเทอร์เน็ต) ที่ในหลายประเทศเริ่มก้าวเข้ามาเป็นคู่แข่งสำคัญของทีวีภาคพื้นดิน เคเบิล และดาวเทียมแล้ว

 

2. Must Carry

Must Carry คือ ข้อกำหนดของ กสทช. ที่กำหนดให้รายการใน “ฟรีทีวี” ต้องสามารถดูได้ทุกช่องทาง หมายความว่า เคเบิล/ดาวเทียม ต้องนำช่องฟรีทีวีที่ออกอากาศภาคพื้นดิน ไปออกในเคเบิลและดาวเทียมด้วย แบบห้ามแก้ไขดัดแปลง เพื่อให้ช่องฟรีทีวีสามารถเข้าถึงคนได้จำนวนมากขึ้น และป้องกันไม่ให้มีการ “จอดำ” สำหรับรายการลิขสิทธิ์บางรายการ อย่างเช่นที่เคยเกิดขึ้นกับฟุตบอลยูโร 2012 ที่แม้จะออกฟรีทีวี แต่เป็นฟรีทีวีที่ต้องดูผ่านกล่อง GMM Z หรือเสาอากาศหนวดกุ้ง ก้างปลาเท่านั้น

ตามหลักการดูจะเป็นเรื่องดี แต่ก็มีปัญหาเช่นกัน ในเริ่มแรกคือสถานะของ “ฟรีทีวี” คืออะไร ณ ตอนนี้ในมุมมองของ กสทช. มองว่าฟรีทีวีคือช่อง “ดิจิตอล” เท่านั้น นั่นทำให้ช่อง 3 Original ไม่อยู่ในนิยามของฟรีทีวีอีกต่อไป และไม่ต้องเผยแพร่ผ่านเคเบิล/ดาวเทียมอีกต่อไป ขณะที่ช่อง 3 เองยังถือว่าตัวเองเป็นฟรีทีวีอยู่

ปัญหาที่ตามมาคือเมื่อ กสทช. กำหนดให้ฟรีทีวีคือช่องดิจิตอล ทำให้ช่องที่ต้องทำ Must Carry เพิ่มจาก 6 ช่องกลายเป็น 36 ช่อง ในมุมมองของเคเบิล/ดาวเทียมเท่ากับว่า พวกเขาต้องสูญเสียพื้นที่โครงข่ายตัวเองให้กับการออกอากาศช่องดิจิตอล พื้นที่ที่จะใส่ช่องอื่นก็จะมีน้อยลง โดยเฉพาะกับเคเบิลท้องถิ่นที่บางเจ้ามีช่องสัญญาณแค่ประมาณ 60 ช่องเท่านั้น ด้านช่องดิจิตอลเองแม้จะได้ประโยชน์จากการได้ออกอากาศเคเบิล/ดาวเทียมโดยอัตโนมัติ  แต่ก็มีปัญหาอีกว่า “ใครเป็นคนจ่าย” ค่าเชื่อมสัญญาณ ใช่ช่องเองหรือไม่ที่ต้องจ่าย เพราะทุกอย่างล้วนมีต้นทุนในตัวเอง

ในส่วนของผู้ชม เมื่อการรับชมผ่านเคเบิลและดาวเทียม แทบไม่มีความแตกต่างจากการรับชมผ่าน Set-top Box ระบบดิจิตอล รับชมช่องฟรีทีวีได้ 36 ช่องเช่นเดียวกัน คำถามคืออะไรคือ จุดเด่นที่จะทำให้คนหันไปชมทีวีผ่าน Set-top Box มากกว่ากล่องดาวเทียม ในตอนแรกอาจมีเรื่องช่อง HD ที่ชมผ่าน Sep-top Box จะได้รับความคมชัด HD ตามจริง ขณะที่ช่องทางอื่นจะได้แค่ SD แต่เมื่อข่าวว่าทาง กสทช. เองก็พยายามผลักดันให้ช่อง HD ในเคเบิล/ดาวเทียม เป็น HD จริงด้วย ก็จะทำให้ข้อได้เปรียบของ Set-top Box ตรงนี้เริ่มหมดไป เมื่อ Must Carry ทำให้ฟรีทีวีในภาคพื้นดิน เคเบิล และดาวเทียมไม่แตกต่างกัน ทำให้ความสนใจที่จะซื้อหา Set-top Box มาใช้ไม่เยอะเท่าที่ควร เพราะกล่องดาวเทียมที่มีอยู่ก็ดูได้อยู่แล้ว แถมดูช่องได้เยอะกว่าอีก  

 

3. จำนวนช่อง

ระบบอนาล็อกนั้นมีช่องได้จำกัด แต่พอเปลี่ยนมาเป็นระบบดิจิตอล เทคโนโลยีดีขึ้นทำให้มีช่องเพิ่มขึ้น ซึ่งในส่วนของไทย กสทช. ได้กำหนดให้มี 48 ช่อง แบ่งเป็นช่องสาธารณะ 12 ช่อง ช่องธุรกิจ 24 ช่อง และช่องชุมชน 12 ช่อง ในจำนวนนี้เป็นช่อง HD 10 ช่อง เป็นสาธาณะ HD 3 ช่อง (ณ ตอนนี้) และช่องธุรกิจ HD 7 ช่อง ทั้งนี้ช่องชุมชน 12 ช่องนั้นก็จะแตกต่างไปตามแต่ละพื้นที่อีก ประเด็นคือ 48 ช่องนั้นถือว่าเยอะเกินไปหรือเปล่า ถ้าเทียบกับทางฝั่งยุโรปนั้นถือว่าไม่เยอะ เพราะแถบนั้นก็มีหลายสิบช่องไปจนถึงร้อยช่อง แต่ถ้าเทียบกับฝั่งเอเชียด้วยกันอย่างเกาหลีใต้หรือญี่ปุ่น มีช่องดิจิตอลแค่ 10 กว่าช่องเท่านั้น

แนวคิดของทีวีดิจิตอลไทยคือทำช่องให้เยอะๆ เข้าไว้ เพื่อให้เกิดความหลากหลาย แต่บางครั้งการที่ช่องเยอะเกินไป แทนที่จะหลากหลายอาจกลายเป็นจำกัดแทน เพราะบางครั้งคนก็เบื่อที่จะกดดูให้ครบทุกช่องเช่นกัน สุดท้ายจาก 48 ช่องฐานคนดูก็อาจจะกระจุกตัวอยู่แค่ 5-10 ช่องเท่านั้น มันอาจดูไม่เป็นปัญหา เพราะเคเบิล/ดาวเทียมก็มีเป็นร้อยช่องเช่นกัน เห็นยังอยู่กันได้ แต่ต้องไม่ลืมว่าต้นทุนการทำทีวีภาคพื้นดินกับทีวีดาวเทียมนั้นแตกต่างกันมาก ต้นทุนต่าง แต่รายได้ไม่กระเตื้อง ช่องรายเล็กๆ ก็กระอักเลือดได้เช่นกัน

ก่อนจะออกอากาศ ช่องดิจิตอลต่างก็คาดหวังว่าช่องตัวเองจะขึ้นมาเป็นอันดับต้นๆ ได้ แต่ความเป็นจริงอาจไม่เหมือนที่ฝันไว้ วงการโฆษณาก็มีเม็ดเงินจำกัดเหมือนกัน ช่องเยอะ ตัวหารก็เยอะ ลงทุนไปมาก แต่ได้คืนมาน้อย ทำให้มีโอกาสอย่างมากที่หลังจากนี้ทีวีไทยก็จะเข้าสู่ยุคการผูกขาดที่ไม่กี่ช่องเหมือนเดิม เพราะช่องเล็กๆ รายใหม่ๆ อาจไม่มีเงินทุนพอมาหมุนอีกต่อไป ก็ต้องล้มหายตายจากไป หรือไม่ก็ถอยไปอยู่ดาวเทียมเหมือนเดิม ขณะที่ช่องใหญ่ๆ เงินทุนหนา เลยไม่ได้รับผลกระทบอะไรมากนัก พอช่องอื่นหายไป ก็เหลือแต่พวกช่องใหญ่ๆ เหล่านี้นี่แหละที่จะขึ้นมากินรวบในที่สุด

 

4. ช่อง 3

ทัศนคติที่ช่อง 3 มีต่อทีวีดิจิตอลนั้นคือแง่มุมของ “นักธุรกิจ” โดยแท้ ช่อง 3 ยอมรับว่าสุดท้ายแล้วทีวีดิจิตอลจะต้องเกิดขึ้น และอะนาล็อกจะหายไป แต่ช่อง 3 ไม่เชื่อมั่นว่าทีวีดิจิตอลจะประสบความสำเร็จอย่างที่ใครๆ บอกกัน เหตุผลสำคัญคือ เรื่องเคเบิล/ดาวเทียม และจำนวนช่องที่เยอะเกินไป นั่นทำให้ช่อง 3 ตัดสินใจไม่ออกอากาศคู่ขนาน และแม้ว่าช่อง 3 จะประมูลช่องดิจิตอลมาถึง 3 ช่อง (3 Family, 3 SD และ 3 HD) แถมแต่ละช่องก็ประมูลด้วยจำนวนเงินสูงสุดในหมวดนั้น แต่เอาเข้าจริงก็เป็นการซื้อมาเพื่อ “ป้องกันค่าเสียโอกาส” มากกว่า ถึงจะไม่เชื่อว่าทีวีดิจิตอลจะประสบความสำเร็จในเร็ววัน แต่ประมูลมาไว้ก่อนก็จะดีกว่า เพราะหากเกิดช่อง 3 คิดผิด ทีวีดิจิตอลเกิดสำเร็จเร็ว จะแก้ไขอะไรตอนนั้นคงไม่ทันแล้ว

การไม่ได้ทุ่มทุนกับทีวีดิจิตอลทั้ง 3 ช่องของตัวเองนัก ทำให้ประหยัดต้นทุนไปได้อีก แม้จะขาดทุน แต่เงินทุนที่มีอยู่ตอนนี้ก็เพียงพอที่จะทำให้ช่อง 3 ประคองทั้ง 3 ช่องดิจิตอลตัวเองไปได้ อย่างน้อยก็นานพอที่ “รอ” ให้ช่องดิจิตอลอื่นๆ ซึ่งส่วนใหญ่เงินทุนไม่เยอะเท่า ล้มหายตายจาก หรือถอยจากทีวีดิจิตอลไปก่อน อย่างที่กล่าวไว้แล้ว ช่อง 3 เห็นว่าจำนวนช่องดิจิตอลนั้นเยอะเกินไป ดังนั้น สิ่งที่ช่อง 3 กำลังทำอยู่ตอนนี้คือการรอเวลา เมื่อไหร่ที่ผู้เล่นเหลือน้อยลง เมื่อนั้นช่อง 3 ก็คงจริงจังกับช่องดิจิตอลตัวเองอย่างเต็มสูบ

ทัศนคติของช่อง 3 ที่ไม่เต็มที่กับทีวีดิจิตอลของตัวเอง อาจไม่ถูกใจคนดู แต่ก็เป็นสิทธิที่พึงกระทำได้ เพราะช่องก็จ่ายค่าใบอนุญาตอย่างถูกต้อง ที่มีปัญหาจริงๆ คือการที่ช่อง 3 ต้องการยื้อให้ตัวเองได้ออกอากาศในระบบเคเบิล/ดาวเทียมต่อไป โดยที่ยังสามารถคงสิทธิแบบอะนาล็อกเดิมไว้ คือการสามารถโฆษณาได้ 12 นาทีต่อชั่วโมง ในขณะที่ กสทช. กำหนดให้ช่องเคเบิลและดาวเทียมโฆษณาได้ไม่เกิน 6 นาทีต่อชั่วโมง และต้องจดทะเบียนเป็น Pay TV (เป็นส่วนหนึ่งของการบีบให้เคเบิล/ดาวเทียมอ่อนลง เพื่อดันทีวีดิจิตอลให้มาแทน) ช่อง 3 ไม่ได้ยื้ออะนาล็อก แต่ยื้อเคเบิลกับดาวเทียมไว้ต่างหาก ซึ่งว่ากันตามตัวบทกฎหมาย ช่อง 3 ไม่สามารถทำได้อย่างชัดเจน เพราะหมดสถานะฟรีทีวีตามประกาศของ กสทช. ไปแล้ว 

เมื่อช่อง 3 ไม่จริงจังกับทีวีดิจิตอลเท่าไหร่ ทำให้เป็นไปได้ว่าการเปลี่ยนมาดูทีวีดิจิตอลผ่าน Set-top Box จะน้อยลงไปด้วย เพราะใน Set-top Box ไม่มีช่อง 3 Original แต่ขณะเดียวกันการให้ความสำคัญกับช่อง 3 มากเกินไปก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ยืนยันว่า ทีวีดิจิตอลไทยปัจจุบันยังไม่แข็งแรงเพียงพอ และเอาเข้าจริงต่อให้ช่อง 3 ออกคู่ขนาน ก็ใช้ว่า Platform ดิจิตอลจะประสบความสำเร็จ เพราะก็เป็นไปได้เช่นกันว่าคนยังเลือกดูผ่านช่องดิจิตอลผ่านดาวเทียมเหมือนเดิม

 

5. กลุ่มเป้าหมาย

ทำไม กสทช. ถึงให้ความสำคัญกับช่อง 3 ขนาดนี้ พยายามดึงมาทีวีดิจิตอลให้ได้ ทั้งที่ช่อง 3 เองเรตติ้งก็ไม่ได้เป็นอันดับ 1 อันดับ 1 ตัวจริงอันดับ 1 อย่างช่อง 7 ก็ออกอากาศคู่ขนานแล้ว ก็น่าจะช่วยดึงคนมาได้เช่นกันไม่ใช่เหรอ ลองนั่งคิดดูก็พอจะได้คำตอบว่า กสทช. เองมีทัศนคติว่า การเปลี่ยนผ่านต้องเริ่มจาก “คนกรุง” ก่อน นั่นทำให้ช่อง 3 กลายเป็นมีความสำคัญทันที เพราะเป็นช่องที่มีฐานคนดูที่เป็นคนกรุงจำนวนมาก ถ้าคนเมืองเปลี่ยน คนในพื้นที่อื่นๆ ก็จะเปลี่ยนตามกันไปได้ง่าย ยิ่งช่องดิจิตอลเกิดใหม่หลายช่องมีกลุ่มเป้าหมายเป็นกลุ่มคนกรุงเป็นหลักแล้ว ยิ่งต้องให้ช่อง 3 มาที่ดิจิตอล

จะว่าไปก็ไม่ใช่ความผิดของ กสทช. ที่คิดแบบนี้ เพราะมีตัวอย่างและทฤษฎีหลายอย่างให้เห็นว่า การเปลี่ยนผ่านมักเริ่มต้นจากศูนย์กลาง เพียงแต่บางทีการไปยึดติดกับทัศนคตินี้เกินไป ทำให้ปัญหาของช่องๆ เดียว กลายเป็นอุปสรรคใหญ่เกินจำเป็น และ กสทช. ก็ทุ่มกับการปัญหานี้มากเกินไป จนทำให้งานด้านอื่นๆ ไม่เดิน บางทีช่องที่เข้าใจเรื่องนี้มากที่สุดก็คือช่อง 7HD ที่ตอนนี้มุ่งประชาสัมพันธ์การเป็นทีวีดิจิตอลกับกลุ่มต่างจังหวัดเป็นหลัก

 

6. กสทช.

กสทช. เป็นหน่วยงานที่คนคาดหวังสูง เพราะดูแลเรื่องผลประโยชน์สำคัญของประเทศ รอมานานกว่าจะจัดตั้งได้ แถมกรรมการแต่ละคนก็กินเงินเดือนสูงเสียด้วย โดยส่วนตัวก็เห็นว่า กสทช. เป็นหน่วยงานที่ดู “ไฟแรง” ดี พยายามคิดโน่น คิดนี่ เพื่อสร้างผลงานอยู่ตลอดเวลา แต่ปัญหาคือเป็นพวกไฟแรงที่ควบคุมไฟไม่เป็น แทนที่จะเป็นไฟที่ให้ความร้อนและพลังงาน กลับเป็นไฟที่เผาไหม้ทุกสิ่ง ไม่เว้นกระทั่งเผาตัวเองให้วอดวายตามไปด้วย สังเกตว่า กสทช. พยายามคิดอะไรต่างๆ เพื่อสร้างผลงานให้ประชาชนเห็นมาก แต่ที่ผ่านมาผลงานที่ต้องการสร้างกลับล้มเหลวเสียเป็นส่วนใหญ่  แม้กระทั่งตอนประมูล 3G ก็จบไปแบบไม่รู้จะจัดประมูลใหญ่โตไปทำไม 

พอมาถึงทีวีดิจิตอล กสทช. เลยทุ่ม เลยบิวท์เต็มที่ กะให้เป็นผลงานชิ้น “โบว์แดง” ให้ได้ ตั้งเป้าว่าจะเปลี่ยนผ่านได้สำเร็จภายใน 6 ปี (กรรมการบางท่านแสดงความเชื่อมั่นว่า 2-3 ปีก็สำเร็จแล้ว) แต่ประเด็นคือ กสทช. ลืมนึกไปว่าอุตสาหกรรมทีวีไทยปัจจุบันมันไม่เหมือนกับต่างประเทศ เรามีตัวแปรสำคัญคือเคเบิลกับดาวเทียม การเปลี่ยนผ่านบ้านเราไม่ง่ายเหมือนประเทศอื่น เมื่อเห็นว่าทีวีดิจิตอลไม่ประสบความสำเร็จอย่างที่หวัง แทนที่จะช่วยหรือเร่งรัดพัฒนาโครงข่าย (MUX) ให้เสถียรและครอบคลุมทั้งประเทศโดยเร็ว แต่กลับปล่อยให้เอกชนเผชิญชะตากรรมกันเอง ไม่แปลกนักที่สายสัมพันธ์ระหว่าง กสทช. กับเอกชนจะไม่ค่อยดีนัก พอถึงจุดจะขอความร่วมมืออะไรก็เป็นเรื่องยากแล้ว

ปัญหาสำคัญของ กสทช. ก็คือ การขาดความ “เด็ดขาด” ทั้งที่มีอำนาจทางกฎหมายอยู่ในมือ เป็นหน่วยงานที่วางสถานะตัวเองแปลกๆ แง่หนึ่งก็มองว่าตัวเองเหนือกว่าเอกชน ไม่ค่อยสร้างสัมพันธ์กับเอกชน แต่อีกแง่หนึ่งพอถึงเวลาต้องบังคับก็กลับไม่กล้าทำ ไปไม่สุดสักทาง ตัวกรรมการเองต่างก็สุดโต่งไปคนละทาง บางคนก็โปรเอกชนจนไม่สนใจประชาชน บางคนก็โปรประชาชนมากจนไม่สนใจเอกชน บางคนก็ไม่ออกสื่อจนลืมไปเลยว่าเป็น กสทช. ขณะที่บางคนก็ขยันออกสื่อ ออก Social จนบางทีก็น่าเบื่อ เพราะไม่เห็นอะไรที่เป็นรูปธรรม จริงๆ การมีกรรมการที่หลากหลายเป็นเรื่องดีทำให้ได้ความเห็นที่หลากหลาย แต่ก็ควรมีข้อตกลงในการสรุปผลแต่ละเรื่องด้วย ไม่ใช่เถียงกันไปเถียงกันมาแบบหาข้อยุติไม่ได้ อย่างคูปองก็คุยกันไปกันมาจนลากยาวมาหลายเดือน ทั้งที่ควรจะแจกไปตั้งนานแล้ว 

ถ้า กสทช. ยังทำงานแบบนี้ต่อไป ก็คงเชื่อได้ยากว่า โครงข่ายทีวีดิจิตอลจะประสบความสำเร็จ ถึงแม้สุดท้ายอาจมีบางช่องที่ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำได้ แต่ก็จะเข้าถึงคนดูด้วย Platform อื่นๆ มากกว่าทีวีดิจิตอล การคงอยู่ของทีวีดิจิตอลต่อไปจะเป็นเพียงแค่การบอกว่าช่องนี้คือ “ฟรีทีวี” เท่านั้น เหมือนที่ครั้งหนึ่งทีวีอะนาล็อกก็เคยอยู่ในสถานะแบบนี้ คือช่องอะนาล็อกดัง แต่มีแค่ส่วนน้อยที่ดูผ่านแบบอะนาล็อกจริงๆ   

 

Bj7_mUfCAAAsdv3

 

2 COMMENTS

    • ขอบคุณสำหรับข้อมูลครับ แต่เรื่องการเลือกใช้คำนี่ถือเป็นอีกหนึ่งปัญหา เพราะถ้าตามราชบัณฑิต บัญญัติให้ใช้ว่า แอนะล็อก และ ดิจิทัล ครับ แต่ข้อความในกฎหมายรวมถึงประกาศของ กสทช. ให้ใช้คำว่า อนาล็อก และ ดิจิตอล แทนครับ ส่วนสื่อก็มีทั้งที่ใช้ อะนาล็อก และ อนาล็อก

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here