[Review] Justice League – ผู้เข้มแข็ง เข้มแข็งที่สุดเมื่อโดดเดี่ยว

0
253
views

ใครจะนึกว่า บทสนทนาที่ตั้งใจให้เป็นมุขตลกระหว่าง Aquaman กับ Batman ที่ว่า “ผู้เข้มแข็ง เข็มแข็งสุดเมื่อโดดเดี่ยว” จะกลายเป็นตลกร้ายสำหรับตัวหนังเสียเอง เมื่อนับตั้งแต่เริ่มสร้างจักรวาล DCEU ขึ้นมา หนังที่ให้ผลลัพธ์อันน่าพึงพอใจ กลับเป็นหนังเดี่ยวของเหล่า Superheroes อย่าง Wonder Woman หรือ Man of Steel ที่เรื่องหลังแม้เสียงวิจารณ์ออกมาก้ำกึ่ง แต่ส่วนตัวก็ชอบมากทีเดียว และถ้านับหนัง DC นอกจักรวาล DCEU เข้าไปด้วย ปีนี้ก็ยังมี The Lego Batman Movie ที่ทำงานออกปังมากเช่นกัน

ตรงกันข้ามเมื่อถึงคราวรวมตัวกันทีไร กลับกลายเป็นความน่าส่ายหน้าทุกที ทั้ง Batman v Superman, Suicide Squad และล่าสุดก็ Justice League ซึ่งแม้เรื่องหลังจะมีการพัฒนาในแง่ความบันเทิงมากขึ้น กล้าชวนให้คนอื่นไปดูมากขึ้น แต่มันก็ยังไม่ใช่งานที่สมบูรณ์แบบ หนังยังเต็มไปด้วยบาดแผลทั้งเรื่องคุณภาพการถ่ายทำและตัวบทที่ค่อนข้างตื้นเขิน ตัวร้าย CG ที่ทั้งง่อยและไม่เนียน (เมื่อไหร่ DCEU จะเลิกใช้ตัวร้าย CG สักทีนะ) และตัวบทที่ไม่ได้ทำให้เรารู้สึกอยากดูหนังของฮีโร่แต่ละคนต่อไปนัก

ในขณะที่ Batman v Superman โดนวิจารณ์ว่าพยายามยัดความซับซ้อนลงไปในหนังมากเกินไป เล่นใหญ่มาก แต่คุมไม่อยู่ จนตกมาหลังหัก พอมา Justice League เลยจัดการให้มันเป็นหนังที่เรียบง่าย แบบง่ายเกินไปเสียเลย ทุกอย่างแทบจะเดินเป็นเส้นตรง มีตัวร้ายมา ไปรวมพล ยกพลไปตบตัวร้าย ตบเสร็จก็จบ แค่นั้น แทบไม่มีดราม่า หรือความตื่นเต้น เพราะเราคาดเดาได้ว่ามันจะออกมายังไง แล้วเรื่องมันก็ออกมาตามนั้นเป๊ะๆ แบบเอ็งไม่คิดจะหักมุมให้คนดูตื่นเต้นบ้างหน่อยเหรอ

แต่จริงๆ การที่พล็อตตื้นเขินหรือการละทิ้งด้านมืดเข้าสู่ด้านสว่าง ไม่ใช่ปัญหาจริงๆ ของ Justice League หรอก อย่าง Wonder Woman ก็พล็อตค่อนข้างเรียบง่ายเช่นกัน แต่สิ่งที่ทำให้ Wonder Woman คือการถ่ายทอดความรู้สึกของ “ฮีโร่” เข้ามาถึงคนดูได้ ซึ่งความเป็นฮีโร่มันไม่ใช่เพียงแค่การไปตบตัวร้าย แต่คือการทำให้เราเชื่อมั่นได้ว่า พวกเขาจะปกป้องเราได้ ขณะเดียวกันก็เป็นแรงบันดาลใจให้เราอยากจะเติบโตไปเป็นอย่างพวกเช่นกัน

อีกอย่างคือเราไม่ค่อยอินกับความเป็นทีมใน Justice League อย่างที่บอกหนังให้เวลากับตัวละครแต่ละคนน้อยเกินไป โดยเฉพาะกับ 3 ตัวละครใหม่ The Flash อาจพอรอดตัวได้เพราะหลายคนน่าจะพอรู้จักเขาจากฉบับซรีส์กันแล้ว แต่ Aquaman กับ Cyborg นี่ใครไม่ตาม DC จริงๆ ก็อาจไม่รู้จักเลย แถมพอมารวมกันแล้วยังไม่สมดุลกันอีก ถึงแม้ว่าพลังของสมาชิกทีม Justice League นั้นจะไม่ค่อยสมดุลกันอยู่แล้ว บางคนก็พลังเทพไปเลย ขณะที่บางคนก็แค่คนธรรมดา แต่เท่าๆ ที่เคยผ่านตาในคอมมิคหรือ Animation ก็พยายามให้ทุกคนได้ซีน มีการแบ่งงานกันทำตามความถนัด พวกคนธรรมดาหรือพลังน้อยก็มีบทบาทเช่นกัน

แต่ในหนังนี่ Superman ออกมา ทุกอย่างจบ (อุ๊บ!!! นี่แอบ Spoil หรือเปล่านะ) ความเป็นทีมแหลกไม่มีชิ้นดี เพราะปล่อยให้คนหนึ่งในทีมมีความสำคัญมากเกินไป อันที่จริง ในหนังก็แอบหยอดๆ จุดอ่อนของ Superman ไว้ นั่นก็คือ การห่วงชีวิตคนอื่น ทำให้บางทีพุ่งเป้าไปที่ช่วยเหลือคนก่อนจะต่อยกับคนร้าย ซึ่งจุดนี้สมาชิกในทีมสามารถเข้ามาเสริมจุดอ่อน และเพิ่มความเป็นทีมได้มากขึ้น แต่หนังก็ปล่อยประเด็นนี้ทิ้งไปอย่างน่าเสียดาย

ฟากตัวร้าย Steppenwolf นี่่ยิ่งแล้วใหญ่ การเป็นตัวละคร CG ที่ไม่เนียน ทำให้ดูลอยจากฉากอย่างเห็นได้ชัด การเอาแต่พร่ำพูดเรื่องเอกภาพ มารดา เพื่อให้ดูเท่ๆ แต่ได้แต่เกาหัวแกร่กๆ ว่าจะพล่ามอะไรนักหนา รวมไปถึงการไม่ได้เห็นความร้ายกาจที่กระทำต่อมนุษย์จริงๆ จังๆ มีเพียงแต่ตัวประกอบครอบครัวหนึ่งใส่มาให้รู้ว่ากำลังบุกโลกนะ มันทำให้ Steppenwolf เป็นตัวร้ายที่เราสัมผัสจับต้องไม่ได้ เมื่อจับต้องไม่ได้ ก็ไม่รู้สึกว่ามันน่ากลัว หรือเป็นภัยคุกคามต่อโลกอย่างแท้จริง และพอไม่ใช่ภัยคุกคาม ก็เลยทำให้ไม่ได้เอาใจช่วยเหล่าฮีโร่สักเท่าไหร่ไปด้วย

ถ้าใครตามข่าวการสร้าง Justice League ก็จะรู้ว่าหนังมีปัญหาในการสร้างเยอะ ซึ่งมันสืบเนื่องจากการที่ Warners เองไม่ค่อยพึงพอใจกับผลตอบรับของ Batman v Superman แม้จะให้ Zack Snyder ได้กำกับ Justice League ต่อ แต่ก็ไม่เชื่อใจอีกแล้ว (ซึ่งเอาจริงๆ ก็เป็นมาตั้งแต่ตอน BvS ที่ไปบีบให้หนังสั้นลง) มีการลดบทบาทของ Zack จนตอนหลังก็ดึง Joss Whedon เข้ามาถ่ายซ่อมในหลายฉาก แม้ตอนนั้นจะให้ข่าวว่า Zack ถอนตัวเพราะเหตุการณ์ในครอบครัวก็ตาม

เราก็ไม่รู้หรอกนะว่าถ้า Justice League เป็นฉบับ Zack เพียวๆ ผลจะออกมายังไง เพราะตอน BvS ก็ผลรับไม่ค่อยดี แม้จะอ้างได้ว่าเพราะ WB บีบให้ลดเวลาลง แต่ Zack เองก็ดูมีปัญหาในการเล่าเรื่องอยู่ คิดใหญ่ แต่ถ่ายทอดมาไม่ได้ อย่างไรก็ตาม Justice League ฉบับ Zack + Joss + WB ที่ออกมานี้ มันคือพยายามทำให้บันเทิง ดูง่ายที่สุด เพื่อประกันความเสี่ยง แต่กลายเป็นว่าหนังกลับไม่มีจุดเด่นด้านไหนเด่นชัดเลย จะจริงจังก็ไม่เชิง จะสดใสก็ไม่สุดอีกนั่นแหละ และมันก็ส่งผลต่อคุณภาพตัวหนัง ที่เหมือนตัดแปะหนังของ 2 ผู้กำกับเข้าด้วยกัน โดยทิ้งรอยตะเข็บให้เห็นแบบชัดเจน

พอถึงตอนนี้ก็นึกขึ้นได้ บางทีเหตุผลที่ Wonder Woman และ Man of Steel พอจะเอาตัวรอดไปได้ (ถึงเรื่องหลังจะอย่างทุลักทุเลหน่อย) ส่วนสำคัญน่าจะเพราะ Warners ไม่ได้มาลงล้วงลูกเท่าหนังรวมดาว DC เรื่องอื่นๆ

ในฐานะแฟน DC บางทีก็แอบเหนื่อยใจนะ ให้ The Flash วิ่งป่วน Timeline สักรอบน่าจะดี เหอะๆ

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.